Tag - ภาพรวมตลาดโลก

การลดภาษีตามอเมริกาจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2019 รวมถึงการชะลอตัวของจีน จะทำให้ธนาคารทางเอเชียจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินต่อไป

เราเชื่อว่า การเจรจาของจีน อเมริกาจะสามารถตกลงกันได้ ในขณะที่ เรื่องของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ภัยคุกคามทาง internet และการอุดหนุนจากภาครัฐจะกินเวลาออกไป จนถึงปลายปีหรือต้นปีหน้า แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เรื่องของลดภาษีของอเมริกาในปี 2018 จะเป็นส่วนสำคัญในปี 2019 ที่จะทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกดำเนินรอยตาม ตามรูปแสดงให้เห็นว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เครื่องมือถูกใช้ทั่วโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน ตัวโลกเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว รัฐบาลทั่วโลกกำลังเตรียมตัวลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ – รัฐบาลเยอรมัน กำลังวางแผนลดภาษี เพื่อรับมือกับการชะลอตัวในยุโรป ถึงแม้2-3 ปีหลังจะมีงบที่เกินดุลก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเยอรมันเคยใช้นโยบายแบบนี้มาแล้ว – อังกฤษ ก็เตรียมลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 19% มาเป็น 17% ในปี 2020 – จีนก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ จะช่วยเพิ่ม GDP ถึง 1% เลยทีเดียว – แคนาดาเสนอลดหย่อนภาษีใหม่ให้กับธุรกิจ – เนเธอร์แลนด์ กำลังลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 25% เหลือ 21% – ออสเตรเลีย กำลังขยายมาตราการลดภาษี สำหรับบุคคลธรรมดา ธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่ – ญี่ปุ่น เลื่อนการขึ้นภาษีออกไปปลายปี สรุป ในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลก เริ่มชะลอตัว ประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำมากๆ น่าจะดำเนินนโยบายตามอเมริกาในการลดภาษี โดยเฉพาะภาษีนิติบุคคล เพื่อที่จะกระตุ้นการลงทุน ถ้าความขัดแย้งในเรื่องการค้าขยายตัว และนักลงทุนเริ่มวิตกมากขึ้น นี่คือสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงเรียกความเชื่อมั่นคืนมาอีกด้วย การชะลอตัวของจีน น่าจะทำให้ประเทศในแถบเอเชีย ดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น จีนได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินลงเล็กน้อย แต่เรายังเชื่อว่าจะมีการกระตุ้นที่มากขึ้นในช่วง2-3 เดือนหน้า ทั้งในส่วนการขยายสินเชื่อ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 ในขณะที่จีนกำลังชะลอตัวลง ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย และด้วยเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ธนาคารกลางทางฝั่งเอเชียเลือกที่จะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมากขึ้นโดยคงดอกเบี้ย มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เช่น อินโด เกาหลี ออสเตรเลีย ไตหวัน ฟิลิปปินส์ [...]

สังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด และโอกาสที่เสียไปจากการทำนายที่ผิดพลาด

สังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด และโอกาสที่เสียไปจากการทำนายที่ผิดพลาด ญี่ปุ่นเป็นประเทศนึงที่ประชากรมีอายุยืนยาวที่สุด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แสดงถึงปัญหาของสังคมผู้สูงอายุ และเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ หลายคนเชื่อว่า หนทางแก้ไขปัญหานี้คือ การเอา Robot เข้ามาช่วย ทดแทนแรงงานที่หายไป แต่ญี่ปุ่นกลับแก้ไขปัญหาได้ โดยตั้งแต่ปี 2012 ภายใต้การบริหารของ Abe ได้มีแนวทางการจัดการเรื่องนี้ 3 ข้อ 1. สนับสนุนให้ชายและหญิงทำงานนานขึ้นก่อนที่จะเกษียณ หรือกลับเข้าทำงานถ้าเกษียณไปแล้ว 2. สนับสนุนให้ผู้หญิงยังอยู่ในงานในขณะคลอดบุตร 3. อนุญาตใบทำงานกับแรงงานต่างประเทศอย่างเงียบๆในอุตสาหกรรมค่าแรงต่ำ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้ citizenship ง่ายๆด้วย หลังจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ คนทำงานกลับไปใกล้เคียงกับยุค 70 โปรแกรมในการจ้างคนที่เกษียณไปแล้ว ประสบความสำเร็จมากมาย บริษัทต่างๆได้รายงานความสำเร็จ จากการรับคนเหล่านี้กลับเข้าทำงาน ทั้งความตรงต่อเวลา ระเบียบวินัย และเนื้องานที่ดีกว่าแรงงานอายุน้อย โปรแกรมเหล่านี้ยังรวมถึงในส่วนภาครัฐอีกด้วย การจ้างงานเหล่านี้ ทำให้ตัวเลขคนทำงานหญิง เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 69% ซึ่งเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของประเทศที่เป็นเศรษฐกิจหลักของโลก และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากมายเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้วของญี่ปุ่น ในที่สุด ญี่ปุ่นก็เริ่มยอมรับ(อย่างเงียบๆ) แรงงานต่างชาติ ภายใต้โปรแกรมต่างๆ ทั้ง high and low skill ตอนนี้นักเรียนต่างชาติ ได้รับอนุญาตให้ทำงาน โดยเฉพาะชาวเวียดนามที่ไหลเข้าไปในญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก สรุป การวิเคราะห์และทำนายข้อมูลประชากรในภาพใหญ่ไปล่วงหน้าหลายปี หรือหลายสิบปี มักจะผิด คำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนโดยอาศัยสมมุติฐานที่กว้างมากเกี่ยวกับประชากรศาสตร์ ทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสในการลงทุนหรือเก็งกำไรที่ดี และเรามองค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นปานกลาง boyles Bigmove club ที่มา Guild

แนวโน้มตลาดโลกและหุ้นไทยปี 2562

แอดตัดของคุณทอม สรุปเอาไว้ดีมาก เนื้อหาคร่าวๆ แนวโน้มตลาดโลกและหุ้นไทยปี 2562 1. มองตลาดปี 62 เป็นขาขึ้น เพราะเศรษฐกิจจะโตอย่างเหมาะสม และไม่ร้อนแรงเหมือนปี 61 ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยในอเมริกาจะขึ้นน้อย หรือไม่ขึ้น ทำให้ FED จะไม่ยุ่งกับนโยบายการเงินมากนัก 2. ค่าเงินดอลล์ในปี 62 จะอ่อนค่า เพราะยุโรปและ ญี่ปุ่นเลิกทำ QE และรวมถึง FED จะขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด เราจะเริ่มเห็นเงินไหลเข้าตลาด EM อีกครั้ง 3. กองทุนต่างประเทศถือเงินสดเยอะมากตอนนี้ การที่ Valuation หุ้นทั่วโลกลดต่ำลง รวมถึงไทยที่มี PE 13 ที่ระดับ 1600 จะทำให้กองทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นอีกครั้ง 4. ไทยจะมีการเลือกตั้งและทิศทางนโยบายในอนาคตของไทย 5. ในเรื่องของ BRexit จะกระทบไทยไม่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปโดยภาพรวมยังถือว่าดูดี 6. หุ้นที่น่าสนใจ คิดว่าธนาคาร เพราะรายได้สม่ำเสมอ และ PBV ต่ำ ไม่มี discount เมื่อเงินต่างชาติไหลเข้าหมวดนี้ น่าจะถูกฝรั่งเข้าซื้อ รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายใน เนื่องจากการเลือกตั้ง   Boyles Bigmove club   เนื้อหาเพิ่มเติมเข้าไปดู http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=62278&fbclid=IwAR3ah2CB9XP3xQoBYVmI7xmv6xAjHcgXnFGyQhot9TUJqUV3SzPaYX4ADWg   หรือในเฟส Money Talk VDO ฉบับจริงยาวมาก

มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ 7 มค 2562 แอดสรุปให้

มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ 7 มค 2562 แอดสรุปให้1. เดือนมกราเหมือนจะมี Jaunary Effect ตามสถิติ2. ตอนนี้ ตลาด Future ของ FED Fund… Posted by ข่าวสารการลงทุน – Bigmove Club News on Monday, January 7, 2019 มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ 7 มค 2562 แอดสรุปให้ 1. เดือนมกราเหมือนจะมี Jaunary Effect ตามสถิติ 2. ตอนนี้ ตลาด Future ของ FED Fund มองไปถึงการลดดอกเบี้ย 0.5% 2019 ซึ่งจะเกิดขึ้นถ้า อเมริกามีการเพิ่มขึ้น Unemplayment rate (แอดคิดว่าถ้าเป็นจริง น่ากังวลเลย เพราะ อัตราดอกเบี้ยอาจเป็น peak แสดงใกล้ Recession และ FED เพิ่งเป็น statement เป็น Unemployment เป็น Remain low ด้วย) 3. มองการปรับตัว EM ในปี 2019 และฟื้นตัวของ DM เนื่องจากสถาบันถือเงินสดเยอะ (อันนี้ แอดคิดว่า ต้องรอดูผลการเจรจาจีน อเมริกา และตัวเลขเศรษฐกิจจีนและยุโรปประกอบ นักลงทุนสถาบันทั่วโลกจึงเริ่มนำเงินมาลงทุนอีกครั้ง) 4. การที่ [...]

สิ่งที่น่าลงทุนในตลาดโลก ในช่วงครึ่งปีแรก 2019

สิ่งที่น่าลงทุนในตลาดโลก ในช่วงครึ่งปีแรก 2019 ตราบเท่าที่ยังไม่มีสัญญาณการเกิด Recession เราเชื่อว่าตลาดจะยังคงผันผวนต่อไป จนกว่าจะได้ความชัดเจนในเรื่องการเติบโตของ เศรษฐกิจยุโรปและจีน ก่อนที่จะเดินหน้าต่อ เรายังเชื่อว่าตลาดยังไม่เป็นขาลง ความต้องการพันธบัตรจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะในระหว่างที่นักลงทุนกำลังรอความชัดเจน ก็ยังสามารถที่จะได้ดอกเบี้ยไปด้วย เราแนะนำให้ลงทุนเพียง 20-30% ในระหว่างที่ติดตาม recession ที่อาจจะเกิดในปี 2019 2020 หรือจนกว่าจีนกับ อเมริกาจะมีความชัดเจน เราคิดว่า ตลาดที่น่าสนใจจะเป็น บราซิล ทอง ค่าเงินเยน และประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ และถ้าวิกฤตยังไม่มีแนวโน้มในต้นปี 2020 ตลาดอเมริกาก็น่าสนใจเช่นกัน ทอง ขึ้นมาแรงเพราะความขัดแย้งของสงครามการค้า รวมถึงการเติบโตของจีนที่แย่ลง ทองน่าจะมีเป้าที่ระดับ 1350 ในปี 2019 และถ้า Dollar ร่วงก็อาจจะวิ่งมากกว่านี้เช่นกัน รวมถึงค่าเงินอื่นๆด้วย ค่าเงินเยน เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเติบโตช้า รวมถึงเงินเฟ้อที่ไม่น่าจะเข้าเป้า รวมถึงค่าเงินเยนยังอ่อนค่ามาหลายปี ปีนี้ดุน่าสนใจ อินเดีย น่าสนใจเช่นกัน หลังจากที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกค่อนข้างต่ำ การส่งออกของอินเดียไม่ได้เน้นทางส่งออกสินค้า แต่เน้นงานบริการ และการบริโภคภายในก็เยอะด้วย สิ่งที่น่ากังวลในช่วงต้นปี 2019 เราคิดว่า จะเป็นตลาด US ยุโรป จีน ยุโรปดูจะมีปัญหาระบบธนาคารที่อ่อนแอ เศรษฐกิจโตช้ามากๆ รวมถึง BRexit ด้วย จีนก็ยังมีปัญหาเรื่องหนี้สิน หรือ Shadow banking การลดหนี้เสียเหล่านี้ ทำให้ GDP จีนเติบโตลดลงมาหลายปีหลัง ในปัจจุบันจีนเริ่มที่จะผ่อนผัน ในอนาคตที่เราต้องติดตามจีนมีโอกาสเติบโตได้ดีอีกครั้ง ตามสถิติแล้ว หลังจากที่จีนพยายามจะกระตุ้นจะใช้เวลาราวๆ 9 เดือน ซึ่งน่าจะตรงกับราวๆ กลางปี 2019 ซึ่งจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ Boyles Bigmove Club ที่มา Guild  

ภาพรวมตลาดอเมริกา และตลาดโลก ค่าเงิน ทอง และวิกฤต ปี 2019

ภาพรวมตลาดอเมริกา และตลาดโลก ค่าเงิน ทอง และวิกฤต ปี 2019 เราคาดว่าปี 2019 น่าจะเป็นปีที่ดีของอเมริกา ถึงแม้ว่าการเติบโตจะลดไปบ้างก็ตาม คาดการเติบโตของบริษัทต่างๆน่าจะ 7% คำถามใหญ่ ปี 2020 จะเกิดวิกฤตหรือไม่ เราเชื่อว่า 2019 2020 วิกฤตจะไม่เกิดในอเมริกา แต่กลุ่มที่ต้องจับตาคือยุโรปและจีน ถึงแม้ยังไม่มีสัญญาณน่ากลัวใดๆ แต่ยุโรปก็เริ่มมีอัตราการเติบโตที่ต่ำเพียง 1% ในขณะที่จีน 6% แต่เราเชื่อว่าตัวเลขจริงๆ น่าจะแค่ 4% และ US โต 2.5% สำหรับค่าฌแลี่ยการเติบโตในรอบ 10-15 ปีหลังต้องบอกถือว่าดี เรื่องเงินเฟ้อ ผลกระทบน่าจะอยู่ในกลุ่มประเทศ Emerging market กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องการลดค่าเงินเพื่อการส่งออก และเงินอาจจะเฟ้อขึ้นไปถึง 4% นั่นจะทำให้ความต้องการทองเพิ่มขึ้นในประเทศเหล่านี้ ส่วนประเทศพัฒนาแล้ว เราเชื่อเงินเฟ้อจะอยู่ระดับปานกลาง ญี่ปุ่นจะมีปัญหาเงินเฟ้อไม่ถึงเป้า ตลาดอเมริกา เราเชื่อว่า 2019 จะยังผันผวนต่อไป แต่เรายังไม่สัญญาณตลาดขาลง แต่เราเชื่อว่า ครึ่งปีแรกตลาดจะยังปรับฐานอยู่ แต่ถ้ามีสัญญาณการเกิดวิกฤตในช่วงต้นปี 2020 การปรับฐานในตลาดอเมริกาอาจจะนานกว่านั้น ค่าเงิน US dollar จะอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในขณะที่ค่าเงินบราซิล และญี่ปุ่นจะแข็งค่าขึ้น และเราเชื่อว่า เงินเยนจะน่าลงทุนในปี 2019 ทอง เราเชื่อว่า ปี 2019 จะเป็นปีที่ดีของทอง เราเชื่อว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการโกงของผู้มีอำนาจทั่วโลกทั้ง อาร์เจนติน่า อินเดีย จีน ทำให้ความต้องการทองเพิ่มขึ้นจากการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ Boyles Bigmove Club ที่มา Guild

ทำไมหุ้นอเมริกาถึงตกแรงในเวลานี้ (21 Dec 2018)

ทำไมหุ้นอเมริกาถึงตกแรงในเวลานี้ (21 Dec 2018) ถึงแม้ผลประกอบการจะออกมาดี แต่เราเชื่อว่ามี 3 เหตุผล 1. สงครามการค้า 2.ผลกระทบจากความอ่อนแอในฝั่งยุโรปและเอเชีย 3. ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้นของอเมริกาขึ้นมาเยอะ และยังมีแนวโน้มจะขึ้นต่ออีกในปีหน้า และความเสี่ยงก็ยังน้อยกว่าตลาดหุ้น ผลตอบแทนพันธบัตรอเมริกา 2 ปีขึ้นมาระดับ 2.8% ซึ่งมากกว่า S&P ที่ 2.1% ทำให้นักลงทุนหลายคนคิดว่า ในสภาพที่ตลาดผันผวนแบบนี้ ถือพันธบัตรเอาไว้เฉยๆไม่ดีกว่าเหรอ แล้วยังได้ดอกเบี้ยไม่แพ้ตลาดหุ้นอีกด้วย ตลาดร่วงแรงมาก ถึงแม้จะมีการปรับดอกเบี้ยในปี 2019 ให้ขึ้นเพียง 2 ครั้ง เหตุผลคือความกังวลของการเติบโตที่ลดลง ทำให้คาดเดาว่าภาวะถดถอย อาจจะมาก่อนจบปี 2019 อย่างไรก็ดี เรามองว่าเรายังไม่เห็นภาวะถดถอยในปี 2019 แต่เราเห็นว่าเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2019 จะอ่อนแอลง จนทำให้ตลาดอเมริกาได้รับผลกระทบตามไปด้วย เรามองว่าในปี 2019 จะเป็นปีที่ผันผวนอีกปี แต่สุดท้ายหุ้นน่าจะปิดที่ระดับบวกได้ ถ้านับจากระดับหุ้นที่ต่ำลงเล็กน้อยในปัจจุบัน และการลงทุนในช่วงนี้ เราอาจต้องรอให้มีมุมมองด้านบวกเกิดขึ้นก่อนเข้าลงทุน ในส่วนของยุโรป ถ้า BREXIT มีความคืบหน้า หุ้นอังกฤษและค่าเงินปอนด์จะดูน่าสนใจ เราจะจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ในส่วนยุโรป การเริ่ม QT(Quantitative Tightening) จะส่งผลด้านลบต่อตลาดหุ้น และในส่วน Emerging market จนกว่า Dollar จะอ่อนตัวอย่างจริงจัง ตลาดหุ้น EM ถึงจะทำผลงานได้ดี เราชื่อชอบตลาดอินเดีย รวมถึงตลาดพันธบัตรบราซิล ส่วนทองถ้าดอลล่าห์ยังแข็ง อาจจะทำขึ้นเพียงเล็กน้อยในปี 2019 boyles bigmove club ที่มา Guild

Statement ที่เปลี่ยนไปของ FED DEC 2018

Statement ที่เปลี่ยนไปของ FED DEC 2018 ปีหน้าคาดการณ์ขึ้น 2 ครั้ง ปี 2020 ขึ้นอีก 1 ครั้ง ดูๆแล้วก็น่าจะดีกับบตลาดหุ้นนะ แต่หุ้นลง เท่าที่ดีก็คงมี 2 ประเด็นคือเรื่อง GDP ที่ปรับลดลงคือ 3% ในปีนี้ และ 2.3 ในปีหน้า และ 2563 ที่ 1.8% นั่นคือ 2018 คือปีที่เป็น peak ของ GDP อเมริกานั่นเอง ส่วนที่สองน่าจะเป็นตัวเลขการว่างงาน ที่ statement เปลี่ยนจาก decline มาเป็น remain low นั่นคือ ตัวเลขการว่างงานอาจจะไม่ได้ต่ำกว่านี้เท่าไหร่แล้ว และคาดการณ์ว่า ตัวเลขนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ในปี 2563 และเยอะขึ้นอีก 2564 ส่วนนี้ statement เปลี่ยนชัดเจน มันยากที่จะสรุป Crisis ในอนาคต แต่ดูเหมือนเราจะเดินเข้าใกล้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นสาเหตุให้เมื่อวานนักลงทุนรู้สึกกังวลจาก statement และเทขายก็ได้ Boyles Bigmove Club

ทำไมเศรษฐกิจจีนยังแซงอเมริกาภายใน 10-20 ปีนี้ และสงครามการค้าจีนกับอเมริกาจะตกลงกันได้

ทำไมเศรษฐกิจจีนยังแซงอเมริกาภายใน 10-20 ปีนี้ และสงครามการค้าจีนกับอเมริกาจะตกลงกันได้ เพราะจีนมีประชากรเยอะมาก และการขยายตัวของจีนในต้นทศวรรษที่ 20 ทำให้มีการคาดเดากันว่าจีนจะแซงอเมริกาในท้ายที่สุด แน่นอน GDP จีนโตด้วยขนาด 6-7% ต่อปี และอเมริกาโต 3% ต่อปี ไม่นานน่าจะตามทัน แต่ความจริง 2 ประการที่เราอยากจะให้ดู เหตุผลที่ 1 การเติบโตของจีนไม่ได้เหมือนในอดีตอีกแล้ว – GDP จีนไม่ได้กำลังเติบโตในอัตราเร่งเหมือนในอดีตแล้ว 5 ปีหลัง จีนโตเพียง 4-4.5% เท่านั้น (Anderson’s indepedent data) – จีนเป็นผู้ส่งออก สินค้าราคาถูกไปทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของค่าแรงจีน ทำให้ฐานการผลิตเปลี่ยนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งแต่ปี 2010 มาการส่งออกของจีนไปเริ่มลดลง ถึงแม้จีนจะพยายามเพิ่มมูลค่าก็ตาม – การเติบโตของจีนอย่างรวดเร็วในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้จบลงในช่วงปี 2010 – ระดับหนี้ ทั้ง domestic debt และ household debt อยู่ในระดับสูงจนไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์เหมือนในอดีตแล้ว และเริ่มน่ากังวลมากขึ้น โดยเพราะ shadow banking ที่สามารถก่อให้เกิด วิกฤตในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าได้ – ถึงแม้จีนจะเป็นผู้นำ E-commerce แต่การเติบโตของยอดขายโดยภาพรวมกลับลดลง – เรายังไม่เห็นสิ่งที่จะทำให้จีนเติบโตด้วยอัตราเร่งอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนในช่วงต้นยุค 2000 เหตุผลที่ 2 อัตราแลกเปลี่ยน เหตุผลข้างต้นน่าจะพอบอกได้ว่า จีนไม่น่าจะกลับมาเติบโตด้วยอัตรา 6-7% ต่อปีในช่วงระยะ 10-20 ปีต่อจากนี้ ประวัติศาสตร์ของกลุ่มประเทศ Emerging market(EM) แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินมีแนวโน้มจะด้อยค่าลง มีเพียงต้นศตวรรษ 2000 ที่ค่าเงินแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง หรือพูดง่าย การลงทุนในกลุ่ม EM จะต้องคำนึงถึงการมีอัตราการเติบโตที่เพียงพอที่จะชนะค่าเงินด้วย จากรูปเราจะเห้นว่า [...]

ลงทุนในประเทศ หรือต่างประเทศดีกว่ากัน?

ลงทุนในประเทศ หรือต่างประเทศดีกว่ากัน? (ในฐานะรายย่อย) ช่วงครึ่งปีแรก 2560 หุ้นไทยไม่ขยับจนมีกระแส การลงทุนในต่างประเทศถูกพูดถึงกันมาก วันนี้ผมเลยอยากจะมาเขียนบทความคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ ในฐานะที่ผมเป็นทั้งนักเก็งกำไรและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศมา 10 ปีแล้ว ผมจะสรุปคร่าวๆเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียต่างๆให้แล้วลองพิจารณาดูนะครับ เราอาจจะต้องพิจารณาก่อนว่าเราอยากจะลงทุน หรือเก็งกำไรให้ได้ก่อน 1. นักลงทุน ผมให้นิยามกลุ่มนี้ คือการลงทุนมากกว่า 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป สินค้าก็จะเป็นพวกกองทุน index กองทุนหุ้น หรือหุ้นในต่างประเทศ 2. นักเก็งกำไร จะเป็นพวกเล่นสั้น ระดับ 1 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน สินค้าจะเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเช่น Option Future รวมถึงหุ้นด้วย การเตรียมความพร้อม นักเก็งกำไร : ส่วนใหญ่ต้องมีความเชี่ยวชาญ และความรู้ โดยเฉพาะเทคนิคกราฟ การบริหารความเสี่ยง(Money management) การเลือกตลาด จิตวิทยาการลงทุน ถ้าเราขาดสิ่งใด สิ่งหนึ่งไป ความผันผวน + สินค้า ประเภท Leverage เหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนกำไรระดับหลัก 1000% หรือ หมดตัวด้วยระยะเวลาสั้นๆได้เลย ความเสี่ยงของนักเก็งกำไรจึงอยู่ในระดับที่สูงมาก ถ้าเต็ม 10 ก็คงให้ระดับ 9-10 เลยทีเดียว นักลงทุน ในที่นี้ ผมจะหมายถึงนักลงทุนที่เข้าซื้อพวกกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ กองทุนน้ำมัน กองทุนต่างๆ รวมถึงหุ้นในต่างประเทศที่ถือยาวๆ ถ้าเราอยากไปลงทุนต่างประเทศ สิ่งที่เราควรจะต้องรู้ 1. ค่าเงิน – การวิเคราะห์ค่าเงิน เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย ความเสี่ยงเรื่องนี้เป็นอันดับแรกที่เราต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน สภาพการคลังของประเทศนั้น มีความมั่นคง หรือมีแนวโน้มอย่างไร ถ้าเราวิเคราะห์ไม่ออก อาจจะทำให้เราขาดทุนได้เลยทีเดียว อย่างเช่นในช่วงปลายปี 2014 หุ้นยุโรปขึ้น 7-8% [...]