Guild

การลดภาษีตามอเมริกาจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2019 รวมถึงการชะลอตัวของจีน จะทำให้ธนาคารทางเอเชียจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินต่อไป

เราเชื่อว่า การเจรจาของจีน อเมริกาจะสามารถตกลงกันได้ ในขณะที่ เรื่องของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ภัยคุกคามทาง internet และการอุดหนุนจากภาครัฐจะกินเวลาออกไป จนถึงปลายปีหรือต้นปีหน้า แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เรื่องของลดภาษีของอเมริกาในปี 2018 จะเป็นส่วนสำคัญในปี 2019 ที่จะทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกดำเนินรอยตาม ตามรูปแสดงให้เห็นว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เครื่องมือถูกใช้ทั่วโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน ตัวโลกเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว รัฐบาลทั่วโลกกำลังเตรียมตัวลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ – รัฐบาลเยอรมัน กำลังวางแผนลดภาษี เพื่อรับมือกับการชะลอตัวในยุโรป ถึงแม้2-3 ปีหลังจะมีงบที่เกินดุลก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเยอรมันเคยใช้นโยบายแบบนี้มาแล้ว – อังกฤษ ก็เตรียมลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 19% มาเป็น 17% ในปี 2020 – จีนก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ จะช่วยเพิ่ม GDP ถึง 1% เลยทีเดียว – แคนาดาเสนอลดหย่อนภาษีใหม่ให้กับธุรกิจ – เนเธอร์แลนด์ กำลังลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 25% เหลือ 21% – ออสเตรเลีย กำลังขยายมาตราการลดภาษี สำหรับบุคคลธรรมดา ธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่ – ญี่ปุ่น เลื่อนการขึ้นภาษีออกไปปลายปี สรุป ในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลก เริ่มชะลอตัว ประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำมากๆ น่าจะดำเนินนโยบายตามอเมริกาในการลดภาษี โดยเฉพาะภาษีนิติบุคคล เพื่อที่จะกระตุ้นการลงทุน ถ้าความขัดแย้งในเรื่องการค้าขยายตัว และนักลงทุนเริ่มวิตกมากขึ้น นี่คือสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงเรียกความเชื่อมั่นคืนมาอีกด้วย การชะลอตัวของจีน น่าจะทำให้ประเทศในแถบเอเชีย ดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น จีนได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินลงเล็กน้อย แต่เรายังเชื่อว่าจะมีการกระตุ้นที่มากขึ้นในช่วง2-3 เดือนหน้า ทั้งในส่วนการขยายสินเชื่อ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 ในขณะที่จีนกำลังชะลอตัวลง ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย และด้วยเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ธนาคารกลางทางฝั่งเอเชียเลือกที่จะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมากขึ้นโดยคงดอกเบี้ย มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เช่น อินโด เกาหลี ออสเตรเลีย ไตหวัน ฟิลิปปินส์ [...]

ภาพรวมตลาดอเมริกา และตลาดโลก ค่าเงิน ทอง และวิกฤต ปี 2019

ภาพรวมตลาดอเมริกา และตลาดโลก ค่าเงิน ทอง และวิกฤต ปี 2019 เราคาดว่าปี 2019 น่าจะเป็นปีที่ดีของอเมริกา ถึงแม้ว่าการเติบโตจะลดไปบ้างก็ตาม คาดการเติบโตของบริษัทต่างๆน่าจะ 7% คำถามใหญ่ ปี 2020 จะเกิดวิกฤตหรือไม่ เราเชื่อว่า 2019 2020 วิกฤตจะไม่เกิดในอเมริกา แต่กลุ่มที่ต้องจับตาคือยุโรปและจีน ถึงแม้ยังไม่มีสัญญาณน่ากลัวใดๆ แต่ยุโรปก็เริ่มมีอัตราการเติบโตที่ต่ำเพียง 1% ในขณะที่จีน 6% แต่เราเชื่อว่าตัวเลขจริงๆ น่าจะแค่ 4% และ US โต 2.5% สำหรับค่าฌแลี่ยการเติบโตในรอบ 10-15 ปีหลังต้องบอกถือว่าดี เรื่องเงินเฟ้อ ผลกระทบน่าจะอยู่ในกลุ่มประเทศ Emerging market กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องการลดค่าเงินเพื่อการส่งออก และเงินอาจจะเฟ้อขึ้นไปถึง 4% นั่นจะทำให้ความต้องการทองเพิ่มขึ้นในประเทศเหล่านี้ ส่วนประเทศพัฒนาแล้ว เราเชื่อเงินเฟ้อจะอยู่ระดับปานกลาง ญี่ปุ่นจะมีปัญหาเงินเฟ้อไม่ถึงเป้า ตลาดอเมริกา เราเชื่อว่า 2019 จะยังผันผวนต่อไป แต่เรายังไม่สัญญาณตลาดขาลง แต่เราเชื่อว่า ครึ่งปีแรกตลาดจะยังปรับฐานอยู่ แต่ถ้ามีสัญญาณการเกิดวิกฤตในช่วงต้นปี 2020 การปรับฐานในตลาดอเมริกาอาจจะนานกว่านั้น ค่าเงิน US dollar จะอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในขณะที่ค่าเงินบราซิล และญี่ปุ่นจะแข็งค่าขึ้น และเราเชื่อว่า เงินเยนจะน่าลงทุนในปี 2019 ทอง เราเชื่อว่า ปี 2019 จะเป็นปีที่ดีของทอง เราเชื่อว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการโกงของผู้มีอำนาจทั่วโลกทั้ง อาร์เจนติน่า อินเดีย จีน ทำให้ความต้องการทองเพิ่มขึ้นจากการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ Boyles Bigmove Club ที่มา Guild

ทำไมเศรษฐกิจจีนยังแซงอเมริกาภายใน 10-20 ปีนี้ และสงครามการค้าจีนกับอเมริกาจะตกลงกันได้

ทำไมเศรษฐกิจจีนยังแซงอเมริกาภายใน 10-20 ปีนี้ และสงครามการค้าจีนกับอเมริกาจะตกลงกันได้ เพราะจีนมีประชากรเยอะมาก และการขยายตัวของจีนในต้นทศวรรษที่ 20 ทำให้มีการคาดเดากันว่าจีนจะแซงอเมริกาในท้ายที่สุด แน่นอน GDP จีนโตด้วยขนาด 6-7% ต่อปี และอเมริกาโต 3% ต่อปี ไม่นานน่าจะตามทัน แต่ความจริง 2 ประการที่เราอยากจะให้ดู เหตุผลที่ 1 การเติบโตของจีนไม่ได้เหมือนในอดีตอีกแล้ว – GDP จีนไม่ได้กำลังเติบโตในอัตราเร่งเหมือนในอดีตแล้ว 5 ปีหลัง จีนโตเพียง 4-4.5% เท่านั้น (Anderson’s indepedent data) – จีนเป็นผู้ส่งออก สินค้าราคาถูกไปทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของค่าแรงจีน ทำให้ฐานการผลิตเปลี่ยนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งแต่ปี 2010 มาการส่งออกของจีนไปเริ่มลดลง ถึงแม้จีนจะพยายามเพิ่มมูลค่าก็ตาม – การเติบโตของจีนอย่างรวดเร็วในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้จบลงในช่วงปี 2010 – ระดับหนี้ ทั้ง domestic debt และ household debt อยู่ในระดับสูงจนไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์เหมือนในอดีตแล้ว และเริ่มน่ากังวลมากขึ้น โดยเพราะ shadow banking ที่สามารถก่อให้เกิด วิกฤตในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าได้ – ถึงแม้จีนจะเป็นผู้นำ E-commerce แต่การเติบโตของยอดขายโดยภาพรวมกลับลดลง – เรายังไม่เห็นสิ่งที่จะทำให้จีนเติบโตด้วยอัตราเร่งอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนในช่วงต้นยุค 2000 เหตุผลที่ 2 อัตราแลกเปลี่ยน เหตุผลข้างต้นน่าจะพอบอกได้ว่า จีนไม่น่าจะกลับมาเติบโตด้วยอัตรา 6-7% ต่อปีในช่วงระยะ 10-20 ปีต่อจากนี้ ประวัติศาสตร์ของกลุ่มประเทศ Emerging market(EM) แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินมีแนวโน้มจะด้อยค่าลง มีเพียงต้นศตวรรษ 2000 ที่ค่าเงินแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง หรือพูดง่าย การลงทุนในกลุ่ม EM จะต้องคำนึงถึงการมีอัตราการเติบโตที่เพียงพอที่จะชนะค่าเงินด้วย จากรูปเราจะเห้นว่า [...]