หนังสือและบทความแนะนำ

อวสานของนักลงทุนรายย่อย

วันนี้ ได้อ่านบทความของ ดร. นิเวศ ทำให้ได้เห็นวัฐจักรของตลาดหุ้น อวสานของรายย่อยน่าจะหมายถึง การเปลี่ยนแปลงการลงทุนไปสู่กองทุน มากขึ้น พาดหัวดูน่ากลัว แต่พออ่านก็ไม่ได้น่ากลัวมาก ตลาดก็ยังลงทุนได้ แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดแบบ VI คงยากขึ้นในยุคนี้ การลงทุนที่หวังผลตอบแทนที่เหมาะสม และอยู่กับความเป็นจริงจะทำให้เราได้กำไรอย่างยั่งยืน เอาจริงๆระดับผลตอบแทนในตลาดหุ้นปัจจุบันก็ไม่ได้เรียกว่าถูก แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพันธบัตร และอัตราดอกเบี้ย ส่วนเรื่อง Fundflow ต่างชาติก็ต้องบอก ถ้าดอลล่าไม่อ่อนมากๆ หรือ อัตราดอกเบี้ยของอเมริกายังอยู่ระดับสูงแบบนี้ ก็ดูจะยากมากๆที่จะเห็น Flow ไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนนี้ก็คงต้องพุ่งเป้าไปที่จีน ไม่ว่าจะ deal กับอเมริกาหรือกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ในปีหน้าตลาดน่าจะชัดเจนมากขึ้นในเรื่องราวๆต่างๆ หลังจากปีนี้ ดูมัวๆตลอดทั้งปี ดังนั้นช่วงนี้ ก็คงต้องเล่นแบบ Defensive ไปก่อน แต่ตลาดจะเป็นขาลงไหม แอดคิดว่าน่าจะยังไม่เป็น ถ้ามี Panic อาจจะมีระยะสั้นๆบ้าง ลองไปอ่านบทความ ดร.นิเวศ ได้มุมมองที่น่าสนใจหลายประเด็นอยู่ วันนี้ ได้อ่านบทความของ ดร. นิเวศ ทำให้ได้เห็นวัฐจักรของตลาดหุ้น อวสานของรายย่อยน่าจะหมายถึง… Posted by ข่าวสารการลงทุน – Bigmove Club News on Tuesday, December 11, 2018   Boyles Bigmove Club   อวสานของนักลงทุนรายย่อย   สัปดาห์ที่แล้วช่องทีวี “Money Channel” ของตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศปิดตัวลงอย่าง “กระทันหัน” หลังจากเปิดดำเนินการมา 13 ปี วันที่เปิดตัวนั้นผมเองยังจำได้ว่าตนเองไปร่วมงานและเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมทำรายการ “Money Talk” บรรยากาศในวันนั้นผมเองรู้สึกถึง “พลัง” ของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ สถานีโทรทัศน์ที่เน้นแต่เรื่องการเงินการลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนจำนวนมากต้องการดูต้องการศึกษาหาข้อมูล ในเวลานั้นนักลงทุนส่วนบุคคลเองก็ยังไม่มากนักแต่ดูเหมือนว่าการเติบโตกำลังพุ่งขึ้น [...]

มีหนังสือใหม่มาอีกแล้ว

มีหนังสือใหม่มาอีกแล้ว ใครสนใจไปหามาอ่านได้นะครับ แอดผ่านร้านหนังสือว่าจะไปซื้อมาเหมือนกัน แอดชอบเจ้านี้มาก เขียนง่าย… Posted by ข่าวสารการลงทุน – Bigmove Club News on Monday, July 2, 2018

คลิปนี้อธิบาย 2-10 Y Spread ได้ง่ายดีครับ สัญญาณเตือนวิกฤต

คู่หูนี้ดูไปก็แอบยิ้มมุมปากตลอด คลิปนี้อธิบาย 2-10 Y Spread ได้ง่ายดีครับ สัญญาณเตือนวิกฤต แอดขอเพิ่มอีกนิด ก่อนเกิดวิกฤตอาจจะกินเวลาเป็นปีได้หรือนานกว่านั้นได้ ถ้าไม่ได้เกิดเหตุร้ายทางโลกการเงินขึ้นในมุมใดมุมนึงของโลก เพียงแต่นี้เป็นแค่สัญญาณบ่งบอกว่า สภาพคล่องในตลาดโลกตึงเท่านั้น และรูปนี้เป็นประวัติศาสตร์โดยอิงจาก FED เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน Balance sheet ของธนาคารที่อัดฉีดในระบบอย่าง ECB กับ BOJ ถือว่าใหญ่ไม่แพ้ FED เหมือนกัน ดังนั้นในอนาคตสัญญาณเท่านี้อาจไม่เพียงพอต่อการประมาณการณ์ Crisis ในอนาคตนะครับ ตามไปดูกันครับ ตามลิงก์

ทำไมตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ถึงจะขึ้น 100% ก่อนที่จะจบรอบ

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2016 เป็นช่วงเริ่มต้นของตลาดกระทิงใน emerging market ข้อสังเกตที่เราเคยพูดไปคือ เมื่อตลาดอเมริกาและ EM(แต่นี้ไปตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging market จะแทนว่า EM) มีความแตกต่างเยอะเกินค่าปกติเหมือนในปัจจุบัน ตลาด EM สามารถวิ่งขึ้นได้อีก 25% จากปัจจุบันได้เลย (สามารถดูรูปประกอบด้านล่าง) แต่ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจมากกว่านี้ ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มีสถิติที่น่าสนใจ จากรูปในตาราง 6 ครั้งที่เป็นตลาดกระทิง มีสองครั้งที่ผิดปกติจากการที่รัฐบาลอัดเงิน คือปี 1998 และ 2009 เราเชื่อว่าตลาดกระทิงในปัจจุบันเกิดจากพืนฐานทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริงๆ ค่าเฉลี่ยใน 4 ครั้งที่เป็นตลาดกระทิง จะวิ่งขึ้นราวๆ 52 เดือน ในขณะที่ปัจจุบัน ตลาดกระทิง วิ่งมาทั้งหมด 20 เดือนแล้ว และให้ผลตอบแทนราวๆ 60% เทียบกับ สกลุเงินดอลล่าห์ ถ้าสถิติในอดีตมาคำนวณแล้ว MSCI EM index น่าจะมีโอกาสทำจุดสูงสุด ที่ 2570 จากระดับปัจจุบันที่ 1090 หรือ 135% สำหรับผลตอบแทนจนถึงกลางปี 2020 ความเสี่ยง ประเด็นหลักๆเลย ตลาดกระทิงใน EM จะถูกทำลายถ้าเกิดภาวะเศรษฐฏิจถดถอยของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ในปัจจุบันเรายังไม่เชื่อว่าจะเกิดวิกฤต แต่เราเชื่อว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วจะจบเร็วกว่าปี 2020 ผู้เชี่ยวชาญของเราแนะนำว่า น่าจะอยู่ในช่วงปลายปี 2018 ถึงกลางปี 2019 ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะนำไปสู่จุดจบของตลาดกระทิงในตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ตลาดเกิดใหม่น่าสนใจที่สุด ถ้าเรามาเปรียบเทียบ ตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว กับตลาดเกิดใหม่ จากตารางที่เราให้ดู ตลาดเกิดใหม่จะให้ผลตอบแทนถึง 270% สำหรับค่าเฉลี่ยในช่วง 4 ครั้งหลังสุดในภาวะกระทิง ในขณะที่ตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้วให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 65% [...]

ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการเล่นหุ้น (How to make money in stocks ของโอนีล)

หลายคนอาจจะเคยอ่านบทความมาแล้ว แต่ในบทความนี้เราจะสรุปเรื่องผิดพลาดก่อน ในฉบับหน้าเราจะมาขยายความคำต่างๆ เพื่อเจาะลึกในส่วนต่างๆ สำหรับท่านที่เป็นมือใหม่ให้เข้าใจมากขึ้นครับ มาดู 18 ข้อผิดพลาดกันก่อนครับ 1. นักลงทุนส่วนมาก ไม่ได้ใช้หลักการในการคัดหุ้นที่ดีพอ (Boyles ฉบับหน้าเราจะมาพูดถึง หลักการอะไร ทางพื้นฐานของโอนีลที่ เขาคิดว่าดี) 2. ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ การซื้อหุ้นในขาลง การซื้อหุ้นถูกเหมือนจะเป็นข้อได้เปรียบ แต่การที่หุ้นเป็นขาลง ก็มีโอกาสประสบปัญหาอย่างรุนแรง เพราะนั้นเป็นสาเหตุที่หุ้นเปลี่ยนแนวโน้ม (boyles: ในฉบับหน้า ผมจะมาขยายความกันว่า หุ้นขาลง เขาใช้หลักการอะไรบ้าง บางครัง้ เราอาจจะสับสนแบบไหนที่เรา เรียกว่าหุ้นขาลง แบบไหนที่เรียกว่าแค่ปรับฐาน หรือย่อ Bigmove จะมาอธิบายเพิ่มในตอนหน้าครับ) 3. การซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยในขาลง (Boyles: ก็วกกลับมาที่ key word ขาลงมันคืออะไร ??? เมื่อไหร่ถัวได้ เมื่อไหร่ ถัวแล้วแย่) 4. คนทั่วไป ชอบซื้อหุ้นที่ถูก เพราะได้จำนวนหุ้นที่เยอะกว่า หุ้นที่ราคาถูกมักมีเหตุผลของมัน คุณไม่สามารถหุ้นที่มีคุณภาพที่ราคาถูกมากๆได้ การซื้อหุ้นราคาถูก คุณก็เพิ่มความเสี่ยงของคุณด้วย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวน ขึ้นแรง ลงแรง แล้วแนวรับ แนวต้านก็มีโอกาสผิดพลาดสูง หุ้นแพงๆ มักมีการสนับสนุนจากสถาบันในการขับเคลื่อนราคาให้สูงขึ้น 5. นักเก็งกำไรมือใหม่ มีความต้องการเยอะเกินไป เร็วเกินไป ต้องการกำไรเยอะมากๆ โดยขาดทักษะ และไม่ให้เวลาการเรียนรู้ที่เพียงพอ (boyles: ผมพบบ่อยมาก และมักจะมีคำถามมาที่ผมบ่อยมากว่า อยากได้กำไร เดือนล่ะ 10-20% บ้าง หรือกำไร เกิน 100% ต่อปีบ้าง ไม่ใช่ว่าผลตอบแทนระดับนี้ จะเป็นไปไม่ได้ทีเดียว แต่ปกติ ผมจะตอบว่ามากเกินไป สำหรับมือใหม่แล้ว การขาดหวังระดับแบบนี้ มักจะกระตุ้นให้เก็งกำไรด้วยระดับความเสี่ยงสูง และความกดดันที่มากเกินไป ซึ่งนำมาซึ่งการขาดทุนแทน คำแนะนำแรกของผม [...]

เราควรจะหวังผลตอบแทนจากตลาด เท่าไหร่ดี 10% 20% หรือ 200% ดี

มาดูข้อมูลกันครับ ที่เอามาให้ดูคือกองทุนที่เทรด Commodities ที่บริหารเงินมากกว่า 100 ล้านดอลล่าห์ นี่คือความจริง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ มักจะคาดหวังผลตอบแทน 60 80 หรือ 200% ต่อปี แต่นี่คือความจริงที่ กองทุนที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ได้เพียง 13.7% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2005 และที่สองได้ 14.7 ต่อปี (ได้ที่สองเพราะ DD เยอะกว่า) แน่นอน มันช่างห่างไกล จากความคาดหวังที่เรามักจะคาดหวังกันไว้ทีเดียว และแน่นอน มีคนบอกว่า ถ้าเงินน้อยกว่านี้ ผลตอบแทนย่อมดีกว่า ที่เห็นในกองทุนใหญ่ๆนี้ เรามาดูกองทุนที่ มีบริหารเงินน้อยกว่า 100 ล้านดอลล่าห์กันบ้าง อันดับ 1 ที่ดีที่สุด ในผลตอบแทนเพียง 9.46% เท่านั้น ตั้งแต่ปี 2005 และอันดับสอง 18.2% อันดับ 3 5.4% และอีกครั้ง นี่คือความจริง และนี่คือมืออาชีพในการบริหารเงินจริงๆ ตัวเลขเหล่านี้ อาจจะไม่ได้ใกล้เคียงตัวเลขในใจคุณเลยใช่ไหม คุณสงสัยไหม ผลตอบแทนแค่นี้ ทำไม คนถึงเอาเงินไปให้คนเหล่านี้บริหาร ระดับ 10% ต่อปี มันน่าจะค่อนข้างง่ายสำหรับคุณทีเดียว ถึงอย่างไรก็ตาม มาดู ผู้ชนะเลิศผผลตอบแทนมากสุดถ้านับแต่ผลกำไร อันดับ 1 60.75% ต่อปีเริ่ม 2013 อันดับ 2 24.33 เริ่ม 2005 DD -44% ถ้าเลื่อนลงมาเรื่อยๆ จะเห็นว่า [...]

คุณโอ๊ต สองเดือนล่าสุด กำไร 1 ล้านบาท ด้วยการเข้าออก เพียงสองครั้งเท่านั้นตามสไตล์ Bigmove

คุณโอ๊ตมาเล่าประสบการณ์เทรด Tfex กำไร 4 ล้านจนขาดทุนหลายล้าน ปัจจุบันเล่นกับเทรน สองเดือนล่าสุด กำไร 1 ล้านบาท ด้วยการเข้าออก เพียงสองครั้งเท่านั้นตามสไตล์ Bigmove Club คุณโอ๊ตขอบคุณ คุณกอล์ฟ Tradetory ที่ทำให้ได้รู้จัก Bigmove Club 🙂 ขอให้รวยๆ ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ Boyles Bigmove Club —————————————————————————————————– คุณกานต์ Share ประสบการณ์ Tfex ปี 2016 กำไร 200% คุณเค กำไร tfex สามล้าน ปี 2016 มา Share ประสบการณ์

คุณกานต์ Share ประสบการณ์ Tfex ปี 2016 กำไร 200%

คุณกานต์ มา Share ประสบการณ์การเล่น Tfex ปี 2016 กำไร 200% หลังจากปีที่แล้วขาดทุนทุกเดือน   และเล่นแบบไม่ได้เอากำไรทบต้น กำไรแล้วถอนออกมาเรื่อยๆครับ กำไรเฉลี่ย 20-30% ต่อเดือน   คุณกานต์รู้จัก Bigmove จาก คุณกอล์ฟ Tradetoty ในงานสัมมนาที่นึง   ขอให้คุณกานต์ประสบความสำเร็จความสำเร็จยิ่งขึ้นไปนะครับ และขอบคุณที่มา Share ประสบการณ์ด้วยครับ 🙂   ปล. ถ่ายจากงานสัมมนา Bigmove 17 ธันวาคม 2559 ผมถือกล้องถ่ายเอง ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป อาจจะสั่นๆหน่อยครับ   Boyles Bigmove Club

เทรดเดอร์ที่เก่งส่วนใหญ่จะถ่อมตนเสมอ และคำแนะนำมือใหม่ง่ายๆ

วันนี้ มีข้อคิดดีๆมาฝากครับ เทรดเดอร์ที่เก่งส่วนใหญ่จะถ่อมตนเสมอ และคำแนะนำมือใหม่ง่ายๆ หวังว่าเพื่อนๆจะชอบนะครับ 🙂 มาร์ค วีนสตีน เทรดเดอร์ที่มีอัตราส่วนการชนะสูง กฎการเทรด ที่คุณยึดถือ 1. ทำการบ้านอยู่เสมอ 2. อย่าทำตัวยิ่งยโส เมื่อคุณละเลย คุณจะละเลยการควบคุมความเสี่ยง เทรดเดอร์ที่เก่งจะถอมตนเสมอ 3. เข้าใจขีดความสามารถของคุณ ทุกคนมีขีดจำกัด แม้แต่เทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดก็ตาม 4. เป้นตัวของตัวเอง ติดสวนทางกับฝูงชน เพราะในไม่ช้า พวกเขาจะขาดทุน 5. อย่าเทรดจนกว่าโอกาสจะเผยตัวของมันเองออกมาเสียก่อน เมื่อไรที่ควรจะออกจากตลาดสำคัญพอๆกับเมื่อไหร่ควรจะเข้า 6. กลยุทธ์ต้องมีความยืดหยุ่น ความผิดพลาดของคนส่วนใหญ่คือการใช้กลยุทธ์เดินตลอดเวลา 7.อย่าหลงระเริงมาเกินไป เมื่อคุณทำกำไร สิ่งที่ยากที่สุดคือการรักษาผลกำไรเอาไว้ให้ได้ คำแนะนำสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ คุณจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีที่จะแพ้ มันเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเรียนรู้ที่จะชนะสะอีก ถ้าคุณคิดว่าคุณจะชนะเสมอ เมื่อคุณแพ้คุณจะพัฒนาความรู้สึกด้านลบและโทษตลาด แทนที่จะเรียนรู้ทำไมคุณถึงแพ้ จากหนังสือ market wizard ฉบับไทย Boyles Bigmove Club

การขาดทุนคือการเทรดที่แย่ เป็นความคิดที่ผิดมาก

การขาดทุนคือการเทรดที่แย่ เป็นความคิดที่ผิดมาก ความผิดพลาดของเทรดเดอร์ที่พบได้บ่อยๆคือ การตัดสินใจ ว่าการเทรดแต่ล่ะครั้ง ถูกหรือผิด โดยดูจากผลลัพธ์ที่ออกมา ———- สมมุติ ผมให้คุณมีความได้เปรียบ 2:1 ในการโยนหัว โยนก้อย ถ้าคุณยอมรับการเดิมพันแล้วแพ้ มันอาจเป็นการเดิมพันที่แพ้ก็จริง แต่มันคือการเดิมพันที่ถูกต้อง เพราะเมื่อคุณทำซ้ำๆ จะได้กำไรอย่างมาก ดังนั้น การเทรดที่ขาดทุน โดยใช้กลยุทธ์ที่ได้กำไร จะยังคงเป็นการเทรดที่ดีได้ ———- ในทางกลับกัน การเทรดที่ชนะก็อาจจะเป็นการเทรดที่แย่ได้ ถึงแม้การเทรดครั้งใดครึ่งนึงจะได้กำไร แต่ถ้าเทรดซ้ำๆเรื่อยๆ ภายใต้สถาการณ์เดียวกัน แล้วขาดทุน การเทรดที่ได้กำไร ก็เป็นการเทรดที่แย่มากๆได้เช่นกัน ———- ***การเทรด เป็น เรื่องของความน่าจะเป็น** กลยุทธ์ในการเทรดใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะมีประสิทธิภาพสูง ก็ต้องมีความผิพลาดขึ้นมาเปอรเซ็นหนึ่ง เทรดเดอร์มักสับสน มักสับสนการเทรดที่กำไร การเทรดที่ขาดทุน การเทรดที่ดี การเทรดที่แย่ ———- การเทรดที่ดี คือการเทรดที่ทำตามขบวนการให้ได้กำไร ในความเสี่ยงที่รับได้ ในการทำซ้ำๆ ———- การเทรดที่แย่ คือการทำตามขบวนการที่ทำให้ขาดทุน ถ้าทำซ้ำๆ ตัวอย่างเช่น การเล่นสลตแมชีน การเดิมพันที่ชนะ เราก็ถือว่าเป็นการเทรดที่แย่ เพราะถ้าทำซ้ๆ เราก็จะมีความเสี่ยงสูงในการขาดทุน ———- Boyles: ผมว่าขบวนการคิดของการเทรด เป็นสิ่งที่อาจจะต้องทำความเข้าใจเยอะ เพราะผมก็ค้นพบว่า คนส่วนใหญ่สนใจในสิ่งที่ทำให้ได้กำไรอย่างเดียว (ซึ่งมันก็ต้องแบบนั้นล่ะ) แต่ไม่ได้สนใจในขบวนของความคิดที่จะทำให้เราได้กำไรระยะยาว (นี่คือส่วนที่ทำให้เมื่อเจอการขาดทุน แล้วจะมองหาวิธีใหม่ไปเรื่อยๆ) ———- ที่มา: market Wizard ไทย (เล่มนี้ยิ่งอ่าน ยิ่งชอบไปตามซื้อกันนะครับ) Boyles Bigmove Club