About Me

Boyles Bigmove Club

Trader and Trainer


มาทำความรู้จัก Boyles (Bigmove Club) หวังว่าประวัติ และประสบการณ์ของผมจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ทุกท่านนะครับ

อนุสรณ์เตือนสติของการทำเงินล้านในรอบเดือน และเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้ทำ และคงไม่มีอีกแล้วเพราะอะไร ลองติดตามดูครับ และการผจญของผม และบทเรียนและประสบการณ์ทั้งดี และแย่ น่าจะเกิดประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคน

หลังจากเรียนจบนะครับ ก็ไปอยู่แคนาดาพักนึงครับ แล้วกลับมาช่วยกิจการที่บ้านทำเกี่ยวกับ Logistic ได้ประมาณ 6 ปี ในระหว่างนั้น ผมก็หากิจกรรมหารายได้เสริมหลายอย่างทีเดียว จนกระทั่งในช่วงปี 2008 เพื่อนผมก็ชวนเล่น Future Set50 ครับ ก็เป็นจุดเริ่มต้นการเข้ามาในตลาดหุ้นของผมครับ
ในช่วงแรกผมก็เริ่มศึกษา หาข้อดี ข้อเสียของการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนะครับ ในช่วงแรกก็ยังมีทั้งหุ้น กองทุนอสังหา อนุพันธ์ จนได้ข้อสรุปว่าเมื่อเราอยู่ในโลกของเงินทุนนิยม อย่างน้อยที่สุด เราควรจะรู้ที่มาที่ไปของเงินเรา การบริหารเงินทุนของเราเช่นกัน
ผมจึงได้ข้อสรุปว่าเราควรจะศึกษาเรื่องการลงทุน รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดกับเงินทุนเราในระยะยาว และนี่คือจุดเริ่มต้นเช่นกันครับ กับการคิดจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ก่อนจะแปลงกายเป็นนักเก็งกำไรในเวลาต่อมา จนมีประสบการณ์เรื่องเล่า มากมาย อีกทั้งยังเกือบเดินออกจากตลาดหุ้น ทั้งๆที่เข้ามาเล่นหุ้นในช่วงมัน bullish มากครับ
ในช่วงแรกของการเล่น future นะครับ ผมก็ยังกลัวๆอยู่ ก็เอาเงินที่เก็บได้มาลงนิดเดียวก่อนครับ รวมถึงที่บ้าน พ่อจะ anti มากกับตลาดหุ้น เขาจะว่าทุกคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นครับ เพราะเขามีเพื่อนมากมายที่หมดตัวไปกับตลาดหุ้น แต่เขาเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นนะครับ ก็พอเข้าใจนะครับ เพื่อนเขาหมดตัวไป 60 ล้าน ช่วง 20-30 ปีที่แล้วครับถือว่าเยอะมากๆ เวลาเขาเจอใครเขาก็จะว่าคนที่เล่นหุ้นไปหมด แต่ลูกดันเล่นเอง – -! ดังนั้น การลงทุนในช่วงแรกทั้งการซื้อหุ้น และเล่น future ต้องทำงานช่วยที่บ้านไป แล้วก็แอบเล่นไปด้วยครับ จดหมายนี่ส่งไปบ้านเพื่อนหมดเลย

วันแรกที่ผมเริ่มเล่น future ก็เป็นวันเดียวกับที่ประเทศไทย ประกาศ circuit breaker ครับ วันนั้น วันเดียวลองเล่นไปสัญญาเดียวได้กำไรวันเดียวเกือบ 50 % ครับ โหเริ่มสนุกครับ และก็เริ่มเล่นต่อมาเรื่อยๆครับ จนได้รู้ว่านี่แหล่ะ โลกแห่งความเป็นจริง ครบ 1 เดือน ผลลัพธ์ = 0 ไม่มีกำไร + เสียเวลาอีก – -! เลิกครับ เสียเวลา ทำงานหาตัง เป็นเรื่อง เป็นราวเหมือนเดิมดีกว่า ^^ หลังจากเลิกเล่นมาได้สัก 2-3 เดือนก็มีทั้ง email และ message มาจาก broke ที่ผมสมัครไปนะครับ update มาตลอด จนอาไรไม่รู้มาดลบันดาลใจให้ลองกลับเข้าไปในตลาดหุ้นอันแสนโหดร้ายนี่อีกครั้งครับ และ และ และ ก็ยังเป็นเหมือนเดิมครับ ผมก็เล่น future มาอีก เกือบ 2 เดือน ก็ยังไม่เห็นกำไรครับ ทั้งที่ก็เข้าสัมมนา ตามที่ต่างๆ ศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะก็ไม่รู้ว่าที่ไหนดี ควรเริ่มศึกษายังไง รวมทั้งที่บ้านก็ไม่สนใจ เพื่อนเล่นหุ้นก็ไม่มี ไม่มีใครรอบกาย ที่อยู่ในตลาดเลย ก็ลองผิด ลองถูกไปเรื่อยครับ ครบ 2 เดือน ไม่ค่อยเห็นกำไรเลยครับ กำไรก็พอพูดได้ แต่น้อยๆๆๆมาก แต่เป็นนิมิตรหมายที่ดีครับ ไม่ขาดทุน – -! แต่หลังจากนั้น 5 เดือนถัดมาก มหัศจรรย์มากครับได้กำไรมาเกือบ 400 % เงินทุนโตขึ้นมาอย่างมหาศาลครับ และ และ เรื่องราวหายนะ ก็เริ่มเกิดขึ้น ^^

ผมลืมบอกในช่วง 6 เดือนแรก ผมก็ลองผิด ลองถูกแม้กระทั้งเปลี่ยน broke ไปทั้งหมด 5 ที่เลยครับ โดยประสบการณ์ส่วนตัวที่โชคร้ายไม่เคยเจอ marketing เก่งครับ รวมถึงนักวิเคราะห์ก็มีถูกๆ ผิดๆ ปนๆกันไป ถ้าเชื่อหมดก็ไม่แน่ใจว่าจะมีกำไร เยอะจริงๆหรือเปล่า โดยเฉพาะ tfex จากประสบการณ์ ไม่เคยเจอนักวิเคราะห์ที่เก่งๆครับ จนมาถึงการเก็งกำไรครั้งสุดท้าย ที่ผมปล่อยให้กำไรของผมอีก 100 % ของเงินทุนเริ่มแรกนะครับ เปลี่ยนเป็นขาดทุน เพราะช่วงก่อนหน้านี้ผมเล่นทั้ง short ทั้ง long เลยครับ (ด้อยประสบการณ์) ผมจึงคิดว่าน่าจะมีบางอย่างผิดพลาดกับวิธีคิด และวิธีการเก็งกำไรของผม ผมจึงเริ่มเดินทางรอบใหม่

เริ่มศึกษา หาแหล่งข้อมูลความรู้เพิ่มเติม จนมาเจอ broker รายนึงที่เขาสอนเทคนิคการเทรดด้วย ไม่ว่าจะ elliot wave จิตวิทยาการลงทุน fund flow และก็อีกหลายเรื่อง และประสบการณ์การเทรดของเขาก็มาก มายพอสมควร เกือบๆ 20 ปีรวมทั้ง CD เก่าๆ ของเขาก็แม่นมาก (หลังจากผ่านตรงนั้นมา ถึงรู้สัจธรรม น่าจะอัดเฉพาะตอนที่แม่น) แล้วอาไรที่ทำให้เขาพลาด รวมถึงทำผมและเพื่อนๆผมที่ชวนเข้ามาในตลาดเจ๊งกันหมด หลังจากที่ผมได้เข้ามาศึกษาตามแนวทาง การเทรดของ broke นี้แล้วทำให้ผมเชื่อมั่นมากว่า นี้แหล่ะคือความหวังในการทำกำไร แต่แล้วสิ่งที่ได้รับมันกลับตรงกันข้าม หลังจากผมเข้าสัมมนาหลายๆครั้งเข้า เรียนรู้ทั้งจิตวิทยาการลงทุน elliot wave จนมาครั้งสุดท้ายครับ หัวข้อการสัมมนา การทำกำไร 400 % ใน 2 เดือนครับ โอ้โห รวยครับรวย แค่ 100 – 200 % ก็พอใจแล้วไม่โลภ(แต่นี่แหล่ะ เขาเรียกว่าโคตรโลภ) การสัมมนาครั้งนั้นเขาพูดเป็นฉากๆๆ Wave 5 แน่นอนครับแล้วมันจะลงแรง อย่างนั้น อย่างงี้ ลงมาทำเป็น ABC บลาๆๆ และแล้ว ความจริงกับทฤษฎีมันก็ต่างกันเหลือเกิน

แต่ในขณะนั้น ความเชื่อ ความศรัทธาในวิทยากรท่านนี้ เปี่ยมล้น + พลังความโลภครับ ต้องยอมรับครับว่าเสียเพราะโลภจริงๆครับ ก็ทำการเอากำไรที่ได้เหยียบ 400 % นี่มาทำการ Short เลยครับ และด้วยความมั่นใจมาก เพิ่มเงินเก็บของตัวเองลงไปอีก กะสองเดือน เล่นหุ้นมาไม่ถึงปี กำไรเป็น 1000 % ไปเลยครับ และแล้วในช่วงแรก มันก็เหมือนจะลงจริงๆ แต่มันดันมีทฤษฎีใหม่ของ elliot wave ที่เขาไม่เคยสอนครับ มันแค่ย่อครับ แล้วมันก็ขึ้นไปเลย ABC อยู่หนายยยยย – -! ไม่มีครับ C ส่วน B ก็ไม่เป็น B ครับเป็น new high ครับ ทฤษฎีที่ว่านั้นคือทฤษฎีคลื่นต่อขยายครับ ถ้านับผิด มันจะถูกต่อขยายไปเรื่อยๆจนมันถูกครับ แล้วม่ายบอกแต่แรก แล้วยังจะมาบอกอีกว่า มันขึ้นไม่จริง เดี๊ยวมันก็ลง จนในบทความเขาบอกไม่ให้ cut loss ครับ ถือ future ขาดทุนไป 50 จุดไม่คัด เล่นหุ้นเองไม่เคยถือขาดทุนยาวนั้น และหนักขนาดนี้มาก่อน และแล้วทฤษฎีการต่อขยาย ก็ทำผมขาดทุนยับเยินมหาศาลครับ ถ้าคิดเป็น % ก็ขาดทุนราวๆ 75 % ของเงินต้น และขาดทุนราว 85 % ถ้ารวมกำไรที่ทำมาทั้งหมดก่อนหน้า อภิมหาเครียดครับ รับรู้การ stoploss เรียบร้อยครับ ได้รับประสบการณ์มหาศาล

ขอสรุปคร่าวๆ จากประสบการณ์นี้นะครับ 1. จงอย่าเชื่อเพียงเพราะว่า เขามีประสบการณ์การเทรดเยอะ ขนาดเกือบ 20 ปี เทรดน้ำมันในตลาดโลกอีกด้วยนะครับ ถ้าเล่นโดยไม่มีจุด Stoploss ก็เจ๊งได้ครับ 2. ได้กระจ่างทันทีว่าการเกร็งกำไรผิดพลาดเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้หมดตัวได้ เราไม่ควรทำให้การเกร็งกำไรที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในช่วงระยะ เวลาสั้นๆนี้ มาบ่อนทำลายกำไรทั้งหมดที่เราทำมาหลายๆครั้ง และยาวนาน ต้องนี้จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องศึกษาเรื่อง money management 3.เมื่อได้เกิดความโลภ หรือความมั่นใจที่มากเกินไป โปรดระวัง ตลาดเราไม่ใช่คนกำหนดครับ จงอย่าคิดเข้าข้างตัวเอง จงอยู่กับมัน เทรดตามมัน ถ้าใครคิดว่าฉลาดกว่าตลาดจะไม่ค่อยได้เงินหรอกครับ แต่เท่าที่ดูบทเรียนเหล่านี้ พูดไปก็ไม่น่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปเยอะ ถ้าคิดเฉพาะเงินต้นนะครับ ต้องทำกำไรเหยียบ 300 % นะครับ ถึงจะกลับมาคืนทุนอีกครั้ง ยิ่งคิด ก็ได้แค่มองฟ้าต่อไป ชาติไหนถึงจะได้คืน – -! ประสบการณ์เลวร้ายยังไม่จบครับ

เรื่องจำนวนขาดทุน ต้องบอกว่าหลักล้านนะครับ แต่ขอไม่บอกว่าเท่าไหร่ล่ะกันครับ ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีอยู่นิดนึง ยังพอมีเทคนิคบางอันที่ได้มาจากเขา แต่ผมต้องศึกษา และฝึกสังเกตด้วยตัวเองมาตลอด 1 ปีให้หลังถึงจะเข้าใจมากขึ้น แต่คงเทียบกับการขาดทุนครั้งยิ่งใหญ่ของผมไม่ได้เลย – -!

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ผมได้ออกจากงานมาแล้ว เพราะน้องเพิ่งเรียนจบครับเลยเข้าไปช่วยที่บ้านครับ เครียดครับเงินเดือนก็ไม่มี งานท่าเรือที่ช่วยน้าก็ไม่ค่อยมีงานครับ เป็นช่วงเศรษฐกิจแย่ต่อเนื่องจาก hamburger crisis ครับ เงินที่ได้เตรียมเอาไว้เป็นทุนดำรงชีพก็ละลายหายไปหมดกับการเก็งกำไรครั้งนี้ครับ

Freedom Trader คำทางการตลาดที่ดูสวยหรู แต่ชีวิตจริงไม่ได้ใกล้เคียงเลย

 

อันนี้ ก็เป็นอีกข้อคิดอย่างนึงนะครับ สำหรับใครอยากลาออกจากงานมาเทรดอย่างเดียว เพราะคำว่า freedom trader คำพูดที่สวยหรูเกินจริงมากๆ เพื่อคุณออกมาจริงๆ ความ preesure ในตัวเองจะสูงมาก จนอาจจะทำไม่ได้ตามแผน แบ่งเป็นเงินเก็งกำไร 3-4 แสน เงินยังชีพอีกล้านนึง ย้อนกลับไปดูตัวเอง นี่งี่เง่าเลยครับ จะออกมาเทรดด้วยเงินทุนเพียงเท่านี้

วิกฤตล่าสุดจากความโลภครับ ที่เพิ่งเล่าไป ผมเอาเงินยังชีพส่วนนี้โป๊ะเข้าไป เพื่อต้องการกำไร 1000% ในการเทรด 7-8 เดือน และมันก็ดันขาดทุนยับ ถ้าอ่านตามน่าจะพอรับรู้ ความเครียดในช่วงนั้นได้ เงินทุนหาย เงินยังชีพเหลือน้อยลงเรื่อยๆ แล้วผมจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร กับสภาพเช่นนี้ เรื่องเงินสนับสนุนไม่มีแน่นอน อย่างที่เล่าไปนะครับ พ่อ ANTI รุนแรงมาก กับตลาดหุ้น (หลังจากมีประสบการณ์มากๆ ทำให้ย้อนกลับไปเข้าใจพ่อมากขึ้น ในสิ่งที่ท่านพูด) ชม.นี้ ตัดสินใจเอง ต้องดิ้นรนเองล่ะครับ แต่ด้วยความงก + ความตั้งใจ และพากเพียรต่อ ผมมีคติให้กับตัวเองเสมอเวลาเล่นเสียครับ ผมจะบอกกับตัวเองเสมอว่าผมโง่ครับ ดังนั้นนี้คือแรงผลักดันให้ผมศึกษาเยอะขึ้น เยอะขึ้น เพื่อที่จะได้เก่งขึ้น และห้ามยอมแพ้ เพราะเราต้องลด risk ในการลงทุนโดยใช้ความรู้เท่านั้น ผมจึงเริ่มออกเดินทางรอบใหม่ หาแหล่งความรู้ใหม่ๆ แต่ลึกๆก็ยังกลัวอยู่ว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะเก่งจริงๆ จนเจอ web นึงในประเทศ ผมก็เลยลองเสี่ยงซื้อ CD มาศึกษแล้วเรื่องราวชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปมากมายเลยครับ

ช่วงนั้นผมศึกษาถึงขนาด ดูไปนอนไป บางคืนก็เปิดฟังจนหลับไปเลย ตื่นมาตอนไหนจำถึงตอนไหนได้ ก็ย้อนกลับมาดูใหม่ ตรงไหนไม่เข้าใจก็ดูซ้ำไปซ้ำมา ศึกษาอยู่หลายเดือนเหมือนกันครับ ในประวัติเก่า ผมเคยเคารพ อ. ท่านนี้มาก แต่ปัจจุบัน ทัศนคติได้เปลี่ยนไปพอสมควร จึงขอไม่เอ่ยนามนะครับ หลังจากที่ศึกษามาเรื่อยๆ ก็เริ่มจะทำกำไรกลับมาได้อีกครั้งครับ เดือนครึ่งกำไร เหยียบ 100 % อีกครั้ง คราวนี้ล่ะ ความรู้เยอะขึ้น คงไม่เสียแล้ว แต่ แต่ แต่ โลกของตลาดทุนโหดร้ายเสมอ ถ้าองค์ประกอบไม่ครบ เราก็พร้อมจะเสียเสมอครับ มาดูกันครับว่าคราวนี้ผมเสียด้วยเรื่องอาไร ตอนเผาเมืองครับ

หุ้นตกมหาศาลมากช่วงนั้นครับ เริ่มจากประกาศ พรก ฉุกเฉิน และตามมาด้วยยิงกันที่คอกวัว หุ้นมันลงเร็วกว่าที่ผมจะ cut ครับ เล่นเปิดกระโดดลงมาเลยทำใจคัดไม่ได้ครับ และกำไรก็หายไปในพริบตา แต่ไม่ได้ขาดทุนนะครับ กำไรนิดเดียว ทำไมผมถึงถือเพราะบทเรียนอย่างแรกคือ 1. จิตวิทยาไม่ดี ขายขาดทุนไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ เพราะมันเปิดกระโดดลงมาเลย และอยู่กับความหวังมากเกิน 2. ความหวังที่ผมพูดคือ ผมไปคำนวณกราฟ asia ประเทศอื่นซึ่งมันก็ถูกนะครับ มันก็เขียว แต่ไทยไม่ใช่ครับ บทเรียนนี้ เทรดตลาดไหน ก็จงคำนวณตลาดนั้นครับ ตลาดอื่นเขียว ใช่ว่าบ้านเราจะเขียว ไทยมานก็แดง แดง แดง – -! เซ็งเลยครับ กำไรตรูหายไปอีกล่ะ และผมก็ยังอดทนคิดว่ายิงกันคอกวัวน่าจะเป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดแล้ว ก็ทำการเล่นต่อไป และ แล้ว และ แล้ว ยังมีอีกครับ เผาเมืองงงงง !!! ช๊อคอีกรอบ สรุปช่วงนั้นรอดมาได้ ไม่ได้ ไม่เสี่ยกำไรนิดนึง แต่เครียดมากครับ เราไม่รู้หรอกครับว่ามันจะจบเมื่อไหร่ ผมได้บทเรียนอีกว่า จงมีวินัยในการลงทุน แล้วคุณจะผ่านมันไปได้ เราไม่รู้เหตุการณ์จะจบเมื่อไหร่ ระบบให้ซื้อเราก็ควรซื้อ ระบบขายเราก็ต้องขาย เพราะถ้าเราเป็นนัก trend following เราห้ามตกเทรนครับ นี่คือช่วงกำไรมหาศาล หรือช่วงคืนทุนเลยทีเดียว เพราะหลังจากนั้น future ก็ขึ้นมาจากวันที่เผา central world อีก 200 ว่าจุดเลยทีเดียว และเป็นผมอีก ไปคัดที่ ตูดเลยครับ ระบบให้ซื้อไม่กล้าซื้อครับ กำไรหายไม่พอ ยังตก เทรนอีก – -! ช่างหน้าเศร้ายิ่งนัก
หลังจากนี้ก็เล่นมาเรื่อยๆ ก็ทำการทดสอบ ระบบหลายระบบพอสมควร และทดสอบ indicator หลายๆตัว จนได้แนวทางการเทรดของตัวเอง แต่ก่อนหน้านั้น ก็ไปเจอวิทยากรท่านนั้น ที่ผมคิดว่าเก่ง และแอบทำตามอยู่พักนึง ก็เจ๊งครับ แต่คราวนี้ไหวตัวทันครับ แค่กำไรหายเฉยๆ รวมถึงบางคน ก็สอนเก็บเงิน ไม่ขอเอ่ยนาม หลายท่านที่คิดแพงๆ แต่เท่าที่คุยเหมือนไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้เก่งเท่าไหร่ครับ ทำเงินจริงๆไม่ได้ มีท่านนึงก็บอกอีกว่ามันเป็น wave 5 เดี๊ยวต้องลงหนัก (อีกแล้วทฏษฎีนี้อีกแล้ว นับกันผิด นับกันจริง) ลง ABC อีกแล้ว คุ้นๆๆๆ และแล้วจากจุดที่เขาบอก มันจะลง มันก็ทำท่าเหมือนจะลงเป็น A และ และ rebound ขึ้นไปเป็น B และ ก็ไม่มี B ครับ new high ไปเลยแล้ว มันก็ขึ้นมาอีก 100 จุดใครเชื่อเขาก็เจ๊งละครับ แต่สังเกตนะครับ ถ้าเขาถูกล่ะ สงสัยจะดังกันไปข้างเลย อารมณ์เหมือนหมอดู ยังไงการเชื่อไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์ นักสอน marketing ยังไงเราต้องระวังมากหน่อยนะครับ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเรากะลังคุยกะคน 95 % ที่เจ๊ง หรือ 5 % ที่ประสบความสำเร็จ ยังไงเชื่อในองค์ความรู้ตัวเองจะดีกว่าครับ ถ้าไม่มีก็ค่อยๆ ศึกษาครับ นั้นทำไมผมถึงให้ความสำคัญของการศึกษาครับ

พอหลังจากเจอผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ ไปได้ ตั้งใจศึกษา มีระเบียบวินัยในการเข้าออกมากขึ้น ใช้ระบบที่ทดลองแล้วใช้งานได้ดีที่สุด จากการลองผิด ลองถูกมาอย่างสะบักสะบอม ก็เริ่มทำกำไรในตลาดได้จริงๆสักที ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับปีชงด้วยหรือเปล่าครับ เพราะตอนที่ผมได้กำไรมหาศาลในช่วงแรกก็ก่อน เข้าปีชงครับ แต่พอเข้าปีชงปุ๊ป ก็ขาดทุนมหาศาล ไม่พอยังเล่นไม่ได้เลย เล่นได้เท่าไหร่ก็เสีย คืนตลาดไปหมด แถมยังให้โบนัสคืนทุนตัวเองให้ตลาดอีก – -! ทั้งเรื่องเสื้อแดง รวมถึงเจอวิทยาก่อนที่นับ wave 5 นี่อีก แทบจะต้องยอมรับเลยว่า เป็นคนที่ล้มเหลวในตลาด Future ได้เลย ตามภาษามือใหม่ที่ชลมุน จนท้อมาก ไม่มีที่พึ่ง ต้องรับสภาพ และออกจากตลาดอย่างผู้แพ้ อยากเดินต่อก็เดินไม่ได้ เงินทุนไม่มี ไม่อยากยอมแพ้ก็ไม่ได้ ไม่มีเงินทุน

อย่างที่บอกครับ พอหลุดปีชงมาหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ อาจจะ + กับผลบุญการนั่งกรรมฐานด้วย เพราะตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะนั่งเพื่อหวังเอาเงินคืนนะครับ แค่นั่งเพราะต้องการความสงบครับ และหลังจากนั้น ผมตัดสินใจเลิกเชื่อนักวิเคราะห์ทุกท่าน block email marketing ทุกคนที่ส่งการวิเคราะห์มาให้ผมทุกวันและในหลายๆ โบรค และเริ่มทำการเทรดในแนวทางของตัวเองมาตลอด แม้กระทั่งอ่านข่าว ก็อ่านบ้าง แต่ไม่ได้เอามาวิเคราะห์อะไร แค่ให้พอรู้ การซื้อขายเน้นตามเทคนิคล้วนๆ หลังจากหมดปีชง ให้หลังมา เกือบ 6 เดือนผมก็กลับมาทำกำไรได้อีกครั้งถึง เกือบ 500 % ครับ ในที่สุดก็ไม่ได้ยืนมองเมฆล่ะครับ มาเหยียบเมฆได้สะที แต่ในระหว่างที่ผมได้กำไร ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งนะครับ ก็ยังศึกษาไปเรื่อยๆ ทั้งวิธี และข้อผิดพลาดที่นักเทรดพลาด จะได้พยายามหลีกเลี่ยงในสิ่งที่อาจจะเกิดกับผมได้ในอนาคต

ช่วงนั้นถือว่า การเทรด กำไร มีความสม่ำเสมอขึ้น เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น ชีวิตก็เริ่มกลับมาในลู่ทางอีกครั้ง จากเงินลงทุนไม่กี่แสน ก็เพิ่มเป็นหลายล้าน แต่เรื่องราวของตลาดทุนไม่ได้ เรียบง่าย ผมก็ยังยืนยัน ถ้าประมาท โลกอันโหดร้ายก็พร้อมทำร้ายเราเสมอ เดี๊ยวมาดูต่อพอมาถึงจุดนี้ คนทั่วไปอาจจะพอใจกับกำไร แล้วเล่นแนวทางเดิมไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้คิดแบบนี้เลย (ไม่รู้คิดมากไปหรือเปล่า) ต้องบอกเลย ช่วงนั้นผมกำไรเฉลี่ยเดือนล่ะ 2 แสน ไม่มีการ compound ยิ่งเงินโต ก็เล่นเท่าเดิมไปเรื่อยๆ พอใจกับกำไรตรงนี้สิ่งที่เข้ามาในความคิดของผมคือ “ความกลัว” ในหัวผม มีแต่ความคิดที่ว่า ตลาดจะให้เราแบบนี้ไปตลอดจริงเหรอ ถ้าตลาดไม่ให้เราจะอยู่ยังไง เมื่อเราเป็น Full time trader แล้ว ผมกลัวมาก เพราะผมเคยอยู่ในจุดที่เลวร้าย จนต้องเกือบเดินออกจากตลอดแล้ว จึงกลัวความไม่แน่นอน

เมื่อผมคิดแบบนี้ ผมจึงมีแผน B เกิดขึ้น เพื่อบตอบโจทย์การเป็นนักเก็งกำไรระยะยาวอย่างไร แล้วแผน B ของผมล่ะคืออะไร อะไรที่ทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ทั้งที่ช่วงนั้นกำไรดีอยู่แล้ว ทั้งหมดล้นแล้วเกิดจากความกลัว นั้นคือ การศึกษาตลาดต่างประเทศ ภาพที่ผมได้เห็นคือ

นี่คือ ความกลัว ที่ทำให้ผมก้าวเดินต่อไป ไม่หยุดอยู่กับ การเดินตามแผน B ได้เริ่มเกิดขึ้น การเดินเข้าไปในตลาดที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์ กลับกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ให้กับตัวผม แต่ประสบการณ์มากพอ ทำให้ผมสามารถก้าวผ่านมันมาได้ ไม่ยากจนเกินไป เดี๊ยวมาดูกันครับ ผมเจออะไรอีก (ชอบหาเรื่องให้ตัวเองตลอด) ภาพที่ผม post นะครับ ล่าสุด คือ ถ้าตลาด Sideway จัด +- 7,8% เราจะทำกำไรอย่างไร ในเมื่อกำไรทั้งหมด ทั้งมวลของผมต้องเล่นกับเทรน ในขณะที่ อีกตลาดกลับทำให้ผมมีความหวัง ผมอาจจะสามารถเล่นกับเทรนได้ตลอดทุกปี ถ้ารู้จักตลาดต่างประเทศ เมื่อมันเป็นเทรน 100% ตลาด Corn ซึ่ง set50 อยู่กับที่เป็นปี ภาพนี้ทำให้ผมไล่ล่าแผนการ B ที่จะตอบโจทย์การทำกำไร อย่างยั่งยืนในฐานะที่เป็นนักเทรด และนักมองหาโอกาส

 

ช่วงนั้นกำไรดี ทำให้ผมกล้าลงทุนในข้อมูล software การเทรดต่างประเทศครับ ซึ่งลงทุนแพงมาก ผมเป็นคนกล้าทุ่มมาก ในเรื่องการเรียน การลงทุนทางด้านการศึกษา กำไรผมนำไปลง ข้อมูลช่วงนั้นปีล่ะ แสนกว่าบาท ค่า software แสนกว่าบาท ค่าเรียนเป็นแสน อะไร อะไรในต่างประเทศแพงไปหมดเลยครับ เอาน่ะ ยอมลงทุน เพราะนี่ล่ะ ความหวัง และเราก็น่าจะพร้อมในการเก็งกำไรระดับโลกได้ คงไม่มีอะไรที่จะมากไปกว่านี้แล้ว การเดินตามแผน B จึงเริ่มเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ผิดพลาดคือ ความใจร้อนของผม ผมเป็นคนมีแผนการเสมอ ไม่ใช่ว่าผมคิดแล้วผมจะลงมือเลย ผมวางแผนไว้ ผมเริ่มศึกษาตลาดต่างประเทศปลายปี 2010 ปี 2011 แถวนี้ จำไม่ค่อยได้ ผมได้เตรียมการ 4 ปี ในการศึกษา เพื่อที่จะเข้าไปเทรดในตลาดอเมริกาในปี 2014 ดังนั้นปี 2010 – 2014 จึงเป็นช่วงที่ผมวางแผนเอาไว้ จะค่อยเป็นค่อยไป

 

แต่เนื่องจาก ปี 2011 กำไรดีมาก ผมเปิดพอร์ตเทรด Comex ที่ต่างประเทศด้วย ผมโยนเงินไป 250,000 บาท 3 เดือน เงินขึ้นมา 500,000 บาท เรียกได้ว่าช่วงนั้น จับอะไรก็เป็นเงินหมด ทำให้เอาอีกแล้ว เกิดความประมาท ผมได้ทำกำไร แบ่งเงินกำไรจาก TFEX โยนเข้าตลาดต่างประเทศเลย โดยไม่รอทำตามแผนที่จะเก็บประสบการณ์ก่อน ด้วยความที่มั่นใจมาก ช่วงนั้นกำไรทุกเดือนจริงๆ ความมั่นใจกลับมาถึงขีดสุด เทรด Commodities ในต่างประเทศใช้เงินเยอะอยู่ หลักล้านผมก็เทเงินบนหน้าตัก เพื่อออกสู่โลกกว้างทันที ไหนก็ลงเรียนแล้ว จ่ายไปก็หลายแสนมากๆแล้ว ต้องลองวิชาหน่อย แผนการที่วางแผน ถูกมองข้ามหมด + ความมั่นใจถึงขีดสุด แต่จากตรงนี้ผมได้ย้อนคิด ตลาดต่างประเทศ ได้สอนผมมากมาย ให้เป็นนักเทรดที่ดีกว่าเดิมอย่างมาก ทั้งการมีระบบ ระเบียบที่มากขึ้น การบริหารเงินที่เหมาะสม ความใจเย็น ความเยือกเย็น โอกาสมักจะมีเสมอในตลาดเก็งกำไร ถ้าเราพลาดโอกาสปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าเราจะพลาดอะไรมากมายทั้งปี สุขุม เยือกเย็น นิ่ง เป็นนักรอคอย พร้อมกับนักหาโอกาส

ตลาดต่างประเทศได้สอนผมมากมายจิงๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยบางอย่างเช่นกัน เรามาดูกันต่อ หลังจากผมเทเงินบนหนักตัก จากกำไร TFEX ที่ผมทำมา ลงสู่โลกกว้าง อะไรที่เกิดกับผมบ้าง ช่วงนั้น ผมยังไม่ได้ใช้ candlestick มากเท่าทุกวันนี้ หลังจากที่ผมได้ เทเงินบนหนักลงตลาด GC หรือ ตลาด Gold Comex ลองเสริฟก่อนๆ ในช่วงปลายปี 2011

 

เอาเป็นว่า ผมเอาวิธีการเทรด SET50 TFEX นี่ล่ะครับ มาสวมเลย ในทองเลยครับ เทคนิคเหมือนกัน ตลาดต่างกัน ต้องได้เงินเหมือนกันสิ ซัดเลย สรุปครับ เจ๊งครับ เจ๊ง ช่วงนั้น COT Forecast อะไรต่างๆ น่าๆ ก็ศึกษามาไม่ถึงปี ความเป็นคนบู๊ครับ ยังไม่หาย คิดอะไรได้ ต้องลองครับ ลองเงินจริงนี่ล่ะครับ ให้มันได้เสียจริงไปเลย MM ช่วงนั้นเริ่มมีความรู้ แต่ยังนึกภาพไม่ออก เพราะผมเพิ่งมาศึกษา MM ในช่วงปี 2011 แต่นั้นคือภาพทฤษฎี ปฎิบัติยังนึกไม่ออกครับ ซัดไปเป็น 10 สัญญาครับ ด้วยความที่ยังมีอารมณ์อยู่ ก็มีการถั่วเฉลี่ยขาดทุนอยู่บ้าง เงินทุนเริ่มลดลง จะ 30% เอาอีกแล้ว!!!!!!

ยังดีครับ ประสบการณ์มากพอ ในยามยาก Stoploss is your Friend อันนี้คือเรื่องจริง เกิดขึ้นจริง และจะเป็นจริงไปตลอดกาล

ใครมาบอกเล่นโดยไม่มี stoploss ให้พิจารณาดีๆนะครับ เมื่อเราอยู่ในตลาดที่มีความเสี่ยง แต่เรากลับเล่นโดยไม่มีจุดตัดขาดทุน หรือเล่นแบบไม่มีความเสี่ยง ไม่มีคำว่าขาดทุน ผมไม่เคยเจอใครที่อยู่รอดในตลาดพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็น Future หรือ Forex ตลาด leverage ความเสีย่งรุนแรงกว่าตลาดทั่วไปมาก ผมยอมรับเลย ว่าประสบการณ์ในต่างประเทศ สิ่งที่ทำให้ผมรอดมาได้ ทั้งๆที่ยังศึกษามาไม่นานพอ ก่อนเข้าไปเสี่ยงโชค คือ stoploss จุดตัดขาดทุน ทำให้ผมรอดชีวิตมา เล่าประสบการณ์ให้เพื่อนๆฟังได้ ใครมีวิกฤตนะครับ ไม่ต้องไปคิดถึงใคร หรือกูรูทั้งหลายเลยครับ Stoploss นี่ล่ะ จำให้ขึ้นใจ มันทำให้ผมผ่านวิกฤตมานักต่อนักแล้ว

 

เพื่อนผมก็เป็นนักเก็งกำไร ในตลาด Set50 ด้วยนะครับ กำไรก็ไม่น้อยนะครับ สิ่งที่เขาพูดเป็นสิ่งเดียวกัน และคอยบอกให้ผมเตือนกลุ่มเสมอ เรื่อง stoploss คุณต้องยอมตัด 1 นิ้ว เพราะรักษา 9 นิ้วเอาไว้ นี่ล่ะครับ เป็นพระเอกหลักเลย และผมก็ชอบคำพูดนี้ และได้พยายามเตือนเพื่อนในกลุ่มเสมอเรื่องนี้

เอาล่ะมาต่อ ประสบการ์ทำให้ผมไม่เจ็บปวดเหมือนเดิม การขาดทุนระดับ 30% เพียงแค่ทำกำไรคืนมาระดับ 40% กว่า ก็ทำให้ผมได้ทุนคืนมา ถ้าไม่มีเพื่อนแท้ยามยาก อย่าง stoploss ผมอาจจะกลับไปขาดทุน 70-80% และต้องทำกำไร 300% เพื่อกลับมาเท่าทุน คราวนี้ ผมคงไม่มีกำลังกลับมาเหมือนครั้งที่แล้วล่ะครับ เพราะลงแรงไปก็เยอะ เงินเรียนก็เยอะ เงินทุนก็เยอะ ยังเหมือนเดินอยู่กับที่ สังเกตนะครับ ผมก็เหมือนคนทั่วไป เล่น Future overtrade มาก และเมื่อมีประสบการณ์ และความรู้ ระดับการ overtrade ก็ลดลงเรื่อยๆ คราวนี้ก็ไม่ได้ยากอยากที่คิด ผมเจอเทรนในทอง และระดับการขาดทุนผมก็ cover ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนเท่าทุน ไม่ยากเย็นเหมือนกับแต่ก่อน แต่ผมก็ได้เรียนรู้ Money management ภาคทฎิบัติเรียบร้อย ตั้งแต่นั้นมาก ผมก็เริ่มมีวันัย การควบคุมความเสี่ยง การไม่ overtrade แต่สิ่งที่เสียคือ ระดับการทำกำไรที่รุนแรงของผมได้ลดลงอย่างมาก

 

บางคนอาจจะตัดสินใจที่จะ ยัง risk อยู่เพื่อระดับกำไรในระดับสูง เหมือนอย่างที่ผมเคยทำ แต่สำหรับผมแล้ว ผมเรียนรู้มามากพอแล้ว สำหรับการถึงจุดสูงสุด และลงกลับไปที่เดิม ผมไม่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ๆ

 

สิ่งที่ผมตัดสินใจคือ ลดระดับความเสี่ยงของตัวเอง ควบคุมความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ กำไรลดลงก็ยอม เพราะสิ่งที่ผมจะได้มาคือ ระดับเงินทุน และกำไรของที่จะเติบโตช้าๆ แต่มั่นคงมากขึ้น และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในช่วงหลังจากนั้น พอร์ตค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ ไม่หวือหวา แต่มั่นคงขึ้นจริงๆ ผมถึงเอาภาพอนุสรณ์สติ การทำกำไร 1 ล้านใน 1 เดือนมาให้ดู ผมคงไม่สามารถทำกำไรระดับนั้นได้อีก ถ้าเงินทุนผมไม่สูงพอ เพราะผมตัดสินใจ ควบคุมความเสี่ยงของตัวเอง การทำอะไร และผลลัพธ์มันมีเหตุและผลของตัวมันเองเสมอ การได้มาซึ่งอย่างนึง ก็ต้องเสียไปซึ่งอีกอย่างนึง ดังนั้น ตัวเราเท่านั้นที่จะเป็นคนตอบได้ ประสบการ์ณจะช่วยตอบเราได้เช่นกัน

เอาล่ะครับ ประสบการ์เทรดของผมมากพอล่ะ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวาล่ะครับ ผมเรียนรู้จากตลาดต่างประเทศ ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักเทรดที่ดีขึ้น มองหาโอกาสเสมอ ไม่อ่านข่าว ไม่เชื่อใครง่ายๆ มีแนวทางการเทรดที่ชัดเจน และต่างประเทศนี่ล่ะครับ ทำให้ผมได้วิชา Candlestick ในสไตล์ตัวเองเลยครับ ไม่จำรูปแบบใดๆ และมีความหยืดหยุ่นสูงมากในการเก็งกำไร และการตัดสินใจที่รวดเร็ว ทันต่อสถาการณ์ความผันผวนของตลาดได้ดีมากเลย ประสบการณ์ทำให้เราอาจจะเสียเวลา เสียเงินทุน แต่ก็ได้มาซึ่งอีกอยาก อย่างที่บอกนะครับ เสียอะไรไปอย่าง ก็ต้องได้อะไรมาอย่าง แต่จะคุ้มหรือเปล่า ก็คงต้องแล้วเคสไป

 

ก่อนหน้านี้ผมได้ ไม่เคยคุ้มเสียเลย แต่คราวนี้ผมยอมรับเลยครับ ได้คุ้มเสียมาก ได้วิชาที่ปัจจุบันผมแทบเอามาปรับใช้ได้ทุกตลาดทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย ถึงแม้ฟังผิวเผินเหมือนง่าย แต่บางครั้งก็ไม่ได้ง่ายนะครับ ผมก็ผ่านร้อน ผ่านหนาวจนกระทั่งกระจ่างในวิชานี้เหมือนกัน

เอาล่ะ ผมลืมเล่าอีกอย่างไป ก่อนจะเข้าวิกฤตครั้งสุดท้าย

ย้อนไปอีกนิด ตอนผมเทเงินผมลงตลาดต่างประเทศ ชีวิตผมเสียหมดเลยครับ เพราะช่วงนั้นผมเทรด SET50 GOLD Comex 2 ตลาดพร้อมกัน ด้วยความที่ยังติด overtrade อยู่ก็เลยเฝ้าหน้าจอเยอะมาก และเครียดมากก ไม่เจอหน้าใครในครอบครัวทั้งนั้น จนแม่ต้องเอาข้าวมาส่งให้ที่ห้อง ลงไปทานข้าวกับครอบครัว ก็เปิดคอมดูทองวิ่งไปวิ่งมา ไม่คุยกับใคร กินเสร็จวิ่งไปดูราคาต่อที่ห้อง เป็นแบบนี้ ครึ่งปี และสุขภาพแย่ๆ ก็เริ่มถามหา ชีวิตรอบตัวแย่ไปหมด ไปเตะบอลยังไม่มีความสุขเลยครับ พักต้องมานั่งกดโทรศัพท์ดูราคาจนถึงตอนสุขภาพแย่ล่ะครับ ถึงทำให้เราได้ย้อนกลับมาคิด ว่าเราได้เงินจริง แต่เรากำลังทำอะไรอยู่ นี่คือสิ่งที่เราต้องการหรือ การได้เงินมาต้องแลกกับสุขภาพ และชีวิตคนรอบตัวทั้งหมด เงินคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เหรอ เราจะตายก่อนใช้เงินเป่า ตอนสุขภาพแย่ๆนี้ล่ะครับ ทำให้ได้มีเวลาหยุดคิดเรื่องต่างๆ รอบตัว ช่วงนั้นผอมมาก น้ำหนักลดลงไป 3-4 โล เพราะไม่ค่อยทานอะไร อาจเป็นเพราะเครียด หลายๆ อย่างรวมๆกัน

การเทรดที่ดี ต้องมาพร้อมกับ คุณภาพชีวิตที่ดี คุณต้อง Balance ให้ได้ ผมไม่แปลกใจเลย ที่ Larry บอกเพื่อนที่เป็นเทรด ตายไป 7-8 คน ผมว่าการคิดแต่กำไรสูงสุด ไม่ใช่คำตอบในการดำรงชีวิต เพราะคุณจะเต็มไปด้วยความเครียด ความ Pressure และนี้คือ ต้นเหตุหลักๆเลย ของการบ่อนทำลาย สุขภาพของคุณอย่างง่ายดาย

 

ไม่มีการดู TF เล็กอีกต่อไป พยายามเก็งกำไรในรอบเทรนใหญ่ เท่าที่ข้อมูลเราจะหาได้ นี่ล่ะครับ คือเหตุผล ที่ผมจะไม่มีทางสอนให้คนเล่นสั้น หรือเก็งกำไรระยะสั้น ผมเคยผ่านอะไรที่เยอะมากมาแล้ว สุญเสียอะไรที่เยอะมากมาแล้ว คำตอบของการเทรดไม่ใช่การเล่นสั้น และคุณจะไม่มีทางรวยจากการเล่นสั้นเช่นกัน ประสบการณ์ผมมากพอ และสามารถพูดได้เต็มปาก ว่าถึงคุณจะได้กำไร คุณจะเสียอะไรที่มากกว่า ที่คุณได้รับเป็นตัวเงินแน่นอน คำแนะนำผมทั้งหมด มาจากประสบการณ์ตรงของผม และไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับใครที่ผมแนะนำทั้งนั้น ชีวิตผมก็ได้เปลี่ยนอีกครั้ง หลังจากเรียนรู้ เรื่องจาก balance ชีวิตที่ดี ให้ไปพร้อมกับ การทำกำไรได้ ผลลัพธ์กลับทำให้ผมประหลาดใจมาก เมื่อคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดี ความเครียดลดลง ความกดดันน้อยลง การเล่นตามรอบ และ TF ใหญ่ขึ้น กลับทำให้คุณเทรดดีขึ้น กำไรมากขึ้น เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย จนกระทั่งมันเกิดขึ้นกับตัวเอง ความอ่อนแอด้านสุขภาพทำให้ผมได้มีเวลากลับมานั่งทบทวน ถึงแนวทาง และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อแนวทางเปลี่ยน ผลลัพธ์กลับเปลี่ยน

 

ผมถึงกล้าบอกได้เลย ว่าเมื่อคุณเล่นยาวแล้ว ประสบการณ์ผมสอนให้รู้ว่า กำไรในการเล่นยาว ยังไงเล่นสั้นก็สู้ไม่ได้ ด้วยความเสี่ยงในระดับที่พอๆกัน และที่สำคัญ คุณยังมีเวลาให้กับคนรอบข้าง งานของคุณ และชีวิตส่วนตัวของคุณเช่นกันเมื่อทุกอย่างไปพร้อมกัน คุณจึงสามารถหวังผลลัพธ์ที่ดี ควบคู่ไปพร้อมกันได้

 

เอาล่ะ มาถึงวิกฤตครั้งสุดท้าย เรื่องของความโลภ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเทรดเลย ซึ่งเกิดในช่วงปี 2013

เป็นบทเรียนที่สำคัญของผมเลย เมื่อใดที่ยุ่งเกี่ยวกับความโลภ วิกฤตมักจะตามมาเสมอ

เข้าสู่วิกฤตครั้งสุดท้ายของผมล่ะ 555+

เมื่อการเทรด เริ่มเสถียร ผมก็เริ่มทำกลุ่ม ให้ความรู้ เผยแพร่แนวทางการเทรด และ share ประกบการณ์ของตัวเองมากขึ้น แต่ด้วยประสบการณ์ในการเจอผู้คนค่อนข้างน้อย หลายๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น เลยจัดการไม่ดีนึก (ตอนช่วงผมเทรด แทบไม่เจอใคร หมกตัวคนเดียวเป็นโลก สันโดดมากๆ) และนำมาซึ่งวิกฤต และประสบการณ์ของตัวผมเองที่ค่อนข้างแย่ เข้ามาปี 2013 ล่ะ ประสบการณ์ส่วนใหญ่ หลักๆ คือ Future Set50, Stock Future, Gold Comex, Commodities Future และ (Forex ก็มีบ้างแต่เป็นแนวทางการเล่นยาวมากกว่า หรือภาพใหญ่มากกว่า)

 

ประสบกาณ์ครั้งนี้ ไม่มีเกี่ยวกับการเทรดเลย  ช่วงปี 2013 กลุ่มของผมขยายตัวค่อนข้างเร็วมาก และเริ่มมีแนวทางการเทรดที่หลากหลายเข้ามาในกลุ่ม ตอนช่วงนั้น ผมไม่ได้มีกฏระเบียบในการควมคุม ค่อนข้างปล่อยอิสระ ในส่วนนี้ผมไม่ขอเล่านะครับ เพราะอาจมีการพาดพิงคนอื่น  แต่ก็เป็นช่วงที่ผมเสียน้ำตาไปหลายครั้งทีเดียว เกี่ยวกับเรื่องของคน และประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความชัดเจนในการเป็นผู้นำ และไม่ควรจะปล่อยให้อิสระเกินไปในบางเรื่อง

 

ก็เป็นวิกฤตที่ผ่านไป พร้อมประสบการณ์ ผมเดินหน้าพัฒนากลุ่มต่อ ทั้งเครื่องมือ แนวทางการสอน มีการทำ online meeting มีการทำ VDO เรียนรู้ ปัจจุบันก็เริ่มมี APP หลังเกิดวิกฤต กลุ่มเปลี่ยนไปอย่างมาก ผมเอาความผิดหวัง ผลักดันเป็นพลังสร้างกลุ่มเรียนรู้ ให้ดีกว่าเดิม ถ้าใครอยู่ในกลุ่ม จะรู้เลยถึงความเปลี่ยนแปลง ในช่วง 6 เดือนหลังที่ผ่านมา มีเครื่องมือที่พร้อมขึ้น ทำกำไรสม่ำเสมอ และครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ก็มีความแม่นยำสูงขึ้นมากโดยเฉพาะทอง รวมไปถึง SET50 Future ด้วยในช่วง Q2 2014 ที่ผ่านมา เครื่องไม้ เครื่องมือการสอนก็ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

 

วิกฤตมักมาพร้อมโอกาส การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ให้เราได้พบกับอะไรดีๆเสมอ ถ้าไม่มีวิกฤตคราวนั้น ผมว่าคงไม่พัฒนาเครื่องมือ หรือ website หรืออาจจะไม่มีการทำ online meeting ให้คนในกลุ่มด้วย วิกฤตมักสร้างสรรสิ่งดีๆ และเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งดีๆ ถ้าเรารู้จักใช้ ดังนั้น อาจจะไม่ต้องแปลกใจแล้วนะครับ ถ้าผมจะพูดให้คนระวัง ระวัง ระวัง ห้ามประมาท ห้ามเชื่อเพราะเขาเป็นอาจารย์ ห้ามลืม stop ผมไม่ได้พูดตามในตำรา แต่สิ่งที่ผมให้คำแนะนำ คือประสบการณ์อันเลวร้ายที่ผมผ่านมาหมดแล้ว

ประสบการณ์ในวันนี้ ยาวเลย เล่าแต่เช้า ก็น่าจะให้มุมมองเพื่อนๆ ทุกคนในกลุ่มได้นะครับ บางคนอาจจะท้อแท้ อ่านประสบการณ์ผมน่าจะมีกำลังขับเคลื่อนต่อ บางคนได้กำไรอยู่แล้วก็จะได้ไม่ประมาท จบเพียงเท่านี้ดีกว่า ….