จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investing

จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investing

ผมไปสัมมนาเรื่องจิตวิทยาการลงทุนมา ก็ขอสรุปเอาไว้เลยล่ะกัน

1. Disposition Effect
– ผู้คนจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียใจ และหาการกระทำที่ทำให้เกิดความภูมิใจ (Regret and Pride)
เมื่อคุณมีหุ้น 2 ตัว ตัวหนึ่งขาดทุนอยู่ และอีกตัวกำไรอยู่ คุณจะขายตัวไหนและถือตัวไหนต่อไป
คำตอบ นักลงทุนส่วนใหญ่จะขายตัวที่ได้กำไรทิ้งเพื่อความภูมิใจ และ ถือตัวขาดทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียใจ

note: ความผิดพลาดของผมคือ จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดโดยการไม่ Stop loss เพราะหวังว่าสถานการณ์ในอนาคตจะดีขึ้น แต่มันกลับแย่ลงเกือบทุกครั้ง ดังนั้นเราควรมีแนวคิดและ ฝึกการ stoploss ยังไง ประมาณเราจะเจ็บจิ๊ดๆ ไม่ปล่อยให้เนื้อร้ายมันงอกเงยยังไง แล้วผมจะเอาบทความเกี่ยวกับ stoploss มาลงอีกที

2. Overconfidence
– ความมั่นใจเกินไป ทำให้นักลงทุน Trade เกินขนาดของ port และประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป ทำให้มองข้ามว่าเราเองไม่ได้เป็นคนกำหนดทิศทางตลาด

note: สิ่งที่ผมเคยเป็นคือเมื่อ Trade ได้ติดต่อกันพักใหญ่ๆแล้ว จะมีความมั่นใจมากและระมัดระวังน้อยลง + กับเงินกำไร(จากเจ้า จิตวิยาในข้อต่อไป)ที่ได้มาทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

3. House – Money Effect
– เงินของเจ้ามือ นักลงทุนจะเล่นหุ้นเสี่ยงมากขึ้นหลังจากได้กำไรมาก่อนหน้านี้ เพราะเหมือนกับเอาเงินของคนอื่นมาเล่น จิตวิทยาข้อนี้ คนเอาเงินเจ้ามือมาต่อยอดเรื่อยๆ และเล่นด้วยความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกได้ในที่สุด

4. Snake – Bite Effect
– โดนงูกัด เมื่อนักลงทุนขายขาดทุน ส่วนนึงจะเข็ดขยาดและเลิกเล่น และอีกส่วนนึงจะต้องเอาการเอาคืนจนทำให้เกิดจิตวิทยาข้อต่อไป

5. Trying to break Even Effect
– การจะเอาคืน หลังจากนักลงทุนขาดทุนมาก จะต้องการเอาคืนโดยลงหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม

6. endowment effect
– การตั้งราคาที่คิดว่าจะขายสูงกว่าราคาตลาด ในขณะที่คุณเป็นเจ้าของอยู่ ประมาณว่าคุณจะประเมินทรัพย์สินที่คุณมีสูงกว่าราคาตลาด นี้ก็เป็นอีกข้อที่คนจะตั้งราคาสูงขึ้นเรื่อยจนเกิดภาวะฟองสบู่

ตัวอย่าง คุณมีบ้านอยู่ 1 หลัง คุณต้องการขายให้ได้มากกว่าราคาตลาด 12 % และเมื่อราคาบ้านลดลงไปเรื่อยๆ คุณก็ยังคิดจะขายบ้านที่ราคาเดิม แต่ตอนนี้ราคาที่คุณจะขายบ้านมากกว่าราคาตลาดถึง 30 %

7. Status quo bias
คำจำกัดความสั้นๆคือ avoiding action and avoiding change
– เมื่อนักลงทุนถือหุ้นกลุ่มใดไว้ จะไม่ต้องการขายหุ้นทิ้ง ไปซื้อกลุ่มอื่น

ตรงกับบทความที่ผมเคยสรุปไปแล้ว เรื่อง เล็งให้แม่นเก็งให้รวย The Zurich Axioms by Max Gunther ข้อ6
“สรุป หลักการนี้สอนให้คุณมีความคล่องตัวในการโยกย้ายสถานะและอย่าให้มีรากงอก ซึ่งจะเป็นตัวบ่อนทำลายการเก็งกำไรของคุณ อย่างเช่น ความจงรักภักดี หรือการรอคอยเพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย หลักการข้อนี้สอนให้คุณพร้อมที่จะกระโดดจากหลักทรัพย์ที่อยู่กับที่ หรือคว้าโอกาสดีไว้โดยเร็ว แต่มิได้หมายความว่าให้คุณกระโดดไปมาจากหลักทรัพย์นึง ไปอีกหลักทรัพย์นึง ก่อนการกระโดดคุณควรจะชั่งใจให้ดีรอบคอบก่อน และถ้ามีเหตุผลที่ไม่สำคัญก็ไม่ควรเปลี่ยนมือ แต่ถ้าสถานะการลงทุนเดิมไม่ดี คุณก็ควรจะขจัดรากทั้งหมดทิ้งไป และกระโดดหนีโดยเร็ว จงอย่าให้มีรากงอกเกินไป”

8. Cognitive Dissonance
– นักลงทุนเผชิญ ความคิดที่เป็นบวกและลบในเวลาเดียวกัน นักลงทุนจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และเลือกที่จะพิจารณาข้อมูลที่เป็นบวก และละเลยข้อมูลที่เป็นลบ ความเชื่อของตนเองจะถูกปรับให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไปแล้ว

เมื่อนักลงทุนตัดสินใจซื้อหุ้นแล้ว ความมั่นใจว่าหุ้นจะขึ้นจะมากขึ้นทันที เหมือนกับเมื่อเราซื้อหวย ก่อนซื้อเราคงไม่คิดว่ามันจะถูกมาก จนเมื่อเราซื้อเลขไปแล้วสักเลข ความมั่นใจว่าหวยจะออกตัวที่เราซื้อจะมีมากขึ้นในทันที 🙂

note: เรื่องของการรับข้อมูลเชิงบวก และลบ ผมได้เผชิญมาแล้วเมื่อผมตัดสินใจเปิด position แล้วผมจะรับข้อมูล + ที่สนับสนุนให้ผมได้กำไรในอนาคต และลดความเชื่อข้อมูลเชิงลบ – มันทำให้ผมเกิดอติเชิงจิตวิทยาครอบงำ ทำให้ผมไม่สามารถ stoploss ได้ทันท่วงที เพราะกลัวว่าข้อมูลเชิงบวกที่ผมรับมาจะเป็นความจริง

9. Sunk cost Effect
ต้นทุนจม เมื่อนักลงทุนมีพอร์ตที่ขาดทุนมากๆ จะไม่ยอมขาย จะตรงกับจิตวิทยาเรื่องการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในเรื่องของการขายขาดทุน คือ ถ้านักลงทุนเริ่มขาดทุนความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อขาดทุนมากขึ้น และนานขึ้นความเจ็บปวดจะลดลง เปรียบกับกราฟพาราโบล่า ความชันของความเจ็บปวดจะเป็นอัตราเร่งเพิ่มขึ้นในช่วงแรก และลดลงในเวลาต่อมา นั่นเป็นสาเหตุให้ นักลงทุนจะถือส่วนที่ขาดทุนไปอย่างยาวนาน

10. Representativeness and familiarity
– ความเป็นตัวแทนและความคุ้นเคย นักลงทุนจะคิดว่าผลการดำเนินการ และผลตอบแทนที่ผ่านมาในอดีต จะต่อเนื่องไปในอนาคต

Note: บริษัทที่ทำกำไรต่อเนื่อง ไม่ได้มีความหมายว่าจะทำให้หุ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทที่มีอัตราการทำกำไรที่มากขึ้น จะทำให้คนคาดหวังมากขึ้น และหุ้นจะขึ้นมากกว่า ดังนั้นไม่แปลกเลยที่เมื่อผ่านไปนานเมื่อบริษัททำกำไรได้คงที่ในเวลาต่อมา หุ้นก็ลงในเวลาต่อมาเช่นกัน

11. Social interaction
– การรับรู้ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา เมื่อคนที่อยู่รอบกายเรามีความคิดที่แตกต่างกัน และในปัจจุบันยิ่งมี internet ทำให้การบริโภคข้อมูลเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทำให้เราได้รับข้อมูลที่เป็น + และ – และง่ายมากที่ทำให้เราได้รับอคติเชิงจิตวิทยาในต่างๆรูปแบบ ทั้งในเรื่องของความกลัวหมู่ กลัวขาดทุน panic sell กลัวไม่ได้กำไร panic buy หรือ การรับข้อมูล ข่าวสารทั้งจริงและเท็จโดยไม่รู้ที่มา

หวังว่าคงมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้าง ผิดถูกก็อภัยด้วยล่ะกันเน้อ
Boyles

Share this post

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *