Monthly Archives - December 2009

มาดูแนวคิด ก่อนใช้ Trading system

อันนี้ผมว่าเป็น clip ที่จะทำให้เราเข้าใจการ Trade โดยใช้ระบบได้ดีมากขึ้น ก็ขอสรุป คร่าวๆ เผื่อใครขี้เกียจดู Clip นี้นะครับ vdo นี้สรุปว่า การเล่นหุ้นด้วยระบบนั้นเป็นเกมส์ของความน่าจะเป็น และสถิติครับ ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความหวังว่าถ้าเกิดอย่างนี้ แล้วจะเป็นอย่างนั้น จากสถิติเบื้องต้นนั้น ระบบจะมีความแม่นยำอยู่ที่ 70 % ขึ้นไป ดังนั้นคุณควรจะเชื่อระบบอย่างน้อยให้ครบ 10 ครั้งก่อนจะตัดสินใจว่าควรจะทำตามระบบต่อไปไหม ซึ่งคุณควรจะถูก 7 ครั้งใน 10 ครั้ง โดยคนทำ vdo นี้ทำการทดลองโดยการสุ่มหยิบลูกแก้ว แล้วนำมา plot เป็นกราฟซึ่งกราฟจะได้ไกล้เคียงกับกราฟในตลาดหุ้น นั้นซึ่งเป็นที่มาของตัวเลขสถิติที่กล่าวมาข้างต้น ( ยังไงอยากรู้เขาทดลองยังไง ดู clip ได้นะครับ) คุณไม่สามารถเล่นหุ้นโดยบอกว่า ตอนนี้ผมคิดว่ามันเป็นขาขึ้นหรือขาลง แต่คุณต้องอธิบายอย่างชัดเจนได้ว่า จะทำกำไร หรือตัดขาดทุนเมื่อไหร่ Exit? Stops? Targets? ถ้าคุณไม่สามารถมีคำตอบให้ตัวคุณเองได้ล่ะก็ คุณก็คนที่เตรียมรอวันเจ๊งหุ้น และจากสถิติอันนี้ เมื่อคุณได้กำไรติดต่่อกัน 5 – 6 ครั้งแล้วคุณควรจะลดน้ำหนักการลงทุนลง เพราะจากสถิติ 3 – 4 ครั้งถัดไปคุณมีโอกาสแพ้ติดต่อกันได้ ก่อนที่เงินคุณจะโตขึ้นอีกครั้ง แต่ช่วงที่เป็นทำให้คนไม่สามารถทำตามระบบได้ก็คือช่วงที่มันเป็น whipsaw ( อยู่กับที่ขึ้นๆลงๆ) ก่อนจะมี Trend ใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้นความมีวินัย และการควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการเล่นตามระบบ ก่อนที่จะทำกำไรมหาศาล ไม่ใช่แค่เล่นตามเซียนเก่งๆ เวบบอร์ดดีๆ หนังสือดีๆ แต่ผู้คนมากมายก็ยังขาดทุนในตลาดหุ้นอยู่ดี ดังนั้นคุณควรจะตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า เมื่อไหร่ควรเข้า เมื่อไหร่ควรออก เมื่อควรหยุดการขาดทุน ระบบของคุณสามารถดูสถิติย้อนหลังได้ไหม [...]

25 stupid mistake book

ก็ไปห้องสมุดมารวยมา ก็ได้หนังสือมา 2 เล่ม ก็เห็นว่ามันมีประโยชน์ ก็เลยว่าจะมาแปลสรุปๆเก็บไว้ เผื่อเอาไว้ทบทวนในอนาคต เนื่องจากปีใหม่ เที่ยวกระจายเลยอ่านไม่ทันพรุ่งนี้ได้กำหนดคืนหนังสือแล้ว ยังไงจะสรุปคร่าวๆ ไว้คราวหน้ายืมมาใหม่ค่อยว่ากันล่ะกัน 25 – ความผิดพลาดของนักเล่นหุ้น 1. ฉันรู้ทุกอย่างที่ต้องรู้หมดแล้ว เพราะนั้นจะทำให้คุณไม่เรียนรู้เพิ่ม อย่าทำตัวเหมือนน้ำที่เต็มแก้ว 2. ฉันไม่มีแผนในการลงทุน เปรียบเสมือนเรือไม่มีหางเสือ คลื่นจะพัดไปทางไหนก็ได้ ไร้จุดหมาย ไม่ว่าจะจนหรือรวย คุณก็ต้องการแผนการลงทุน การออมในชีวิตคุณเพื่อให้คุณได้เดินตาม และติดตามจนกระทั่งถึงเป้าหมาย 3. ฉันเชื่อเพื่อนเมื่อเพื่อนแนะนำหุ้นเด็ดๆให้ – ถ้าฉันไม่เชื่อเพื่อนฉันคงเป็นเศรษฐีไปแล้ว จริงอยู่บางครั้งมันอาจจะถูกบ้าง หรือผิดบ้างแต่ก่อนจะตัดสินใจ คุณควรจะตัดสินให้ดีก่อนทุกครั้ง ไม่ใช่เชื่อตามไป 4. ฉันไม่วิเคราะห์หุ้นที่ฉันซื้อ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่คุณตัดสินใจซื้อ การที่คุณไม่รู้ว่าหุ้นพื้นฐานดีหรือไม่ หรือไม่รู้เทคนิคการเข้าซื้อหรือขายออก นั่นหมายความว่าคุณกำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเอง Buying without knowledge increases yr investment risk. Great stocks start with great fundamentals. 5. ฉันซื้อหุ้นในขณะที่มันเป็นขาขึ้น แต่ทำไมฉันถึงขาดทุน Sometimes the best investments are the ones you don’t make. Donald Trump 6. ฉันไม่เคยขายหุ้นตัวที่ฉันขาดทุนและนั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันยังถืออยู่ Selling your winners and holding losers is like cutting your flowers and watering [...]

การตั้งสติ กับ การเทรด

ก็ขอ post บทความที่ชอบนะครับ comment ได้ดีจิงๆ หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ช่างใช้ได้ดีในทุกๆที่จริงๆ ^O-O^ 23 December 2009 at 9:44 am # สวัสดีครับ ผมอ่านแล้วคิดถึงพี่คนหนึ่งพอร์ตใกล้ 1พันแล้ว ครั้งหนึ่งผมถามเขาว่า พี่มีอะไรจะสอนน้องคนนี้ไหมครับ เขาบอกผมสั้นๆ ครับ“ เดาว่าไรไม่สำคัญ สำคัญว่าถึงเวลาซื้อก็ต้องซื้อไม่ว่าเราจะเดาว่ามันจะขึ้นหรือจะลงและถึงเวลาขายก็ต้องขาย ไม่สำคัญว่าที่ราคาไหนกำไรหรือขาดทุน ถึงเป้าหรือไม่ถึงเป้า ผิดหรือถูกนี่ก็ล้างพอร์ทไปแล้ว เมื่อเช้า เรียบวุธ 555ต่อให้ขายหมูก็ต้องขายครับ ตามระบบ”นั่นสุดยอดวิชาเลย!ผมเคยซื้อ cpall หุ้นมาราคา 10 บาท แต่เอาตัวกูรไปบวกในราคาหุ้น อย่างนี้ถือว่าหุ้นตัวนี้แพงกว่า 10 บาทครับ เพราะมีต้นทุนตัวกรูผุกเข้าไปด้วย เวลาขายนี่ ต้องขายตัวกรูออกก่อน แล้วค่อยขายหุ้น ทำให้ต้นทุนมันเพิ่มทำไม ซื้อหุ้น ให้มีแต่ต้นทุนหุ้น ไม่มีต้นทุนกรู ตีราคาอย่างนี้ หุ้นจะได้ไม่แพงครับ 555555 สมัยก่อนผมมัวแต่วัดมูลค่า ตีราคา ให้ราคา แต่ไม่ได้ให้ราคาตัวเอง ไม่ค้นหาตัวเอง ตีราคาหุ้นจนลืมตีราคาตัวเอง นี่ไปเที่ยวกันรอบโลก เสาะหาค้นหาที่กินอร่อยๆ ไปมาหมดทุกทวีปแล้ว แต่ไม่เคยไปในใจของตัวเอง ไม่เคยค้นหาตัวเอง ไม่ต้องลงทุนเปนเงินเปนทอง ได้ของที่ดีกว่า ค้นหาตัวเองไม่เสียตังสักบาท พี่เขาชอบสอนเรื่อง การละความเปนตัวกรูว่าทำได้อย่างไร “ง่าย ๆ ใครๆ ก้ทำได้ ลองเอาชนะตัวเอง อย่างอดข้าวเย็น กินมังสวิรัติ ฝึกตัวเองอะไรก้ได้ ใจไม่ยาก กระโดดเข้าใส่เลย”แต่ต้องเปนเรื่องที่ดี อย่างเล่นดนตรี หัดเล่นไวโอลิน ยาก แต่ชอบ เพราะเปนการเอานะตัวเอง ไปหวิดพื้น เคยหวิดได้ 20 [...]

คุยกัน กับ ปรัชญาหุ้น

ผมไปอ่านมาคุยกันเรื่องปรัชญาชีวิตกะหุ้น เห็นว่ามันส์ดีเลยเลือกเอามาแปะไว้ ลองดูนะครับเผื่อได้แนวคิดใหม่ๆ ปรัชญากะหุ้น ในมุมมอง Trader คนอื่นๆ Artis 22 December 2009 at 12:13 pm “Invest first, investigate later” Soros ข้างบนนี้เปน คำพิพากษา ไม่ใช่สมมุติฐาน สมมุติฐาน มาก่อนคำพิพากษา ส่วนสิ่งที่ก่อนสมมุติฐาน คือ สัณชาติญาณผมเคยลองใช้กับ MINT สร้างสมมุติฐานขั้นมา แล้ว Invest first, investigate later ลงทุนทีละน้อย คอยดูว่าสมมุติฐานของเราถุกหรือผิด บางทีก็สร้างสัมผัสขึ้นมา ขายก่อนแล้วค่อยซื้อ ถ้ามีคนรับมาก ผมถึงจะซื้อคือ ซื้อไปแล้ว มีคนมารอซื้อต่อแน่ๆ การสร้างความรูสึกเกี่ยวตลาดขึ้นมานั้น ผมทำไม่บ่อยครับทำต่อเมื่อ ไม่แน่ใจเท่านั้น ถ้าอยากซื้อ ผมจะขายก่อน ถ้าอยากขาย ผมจะซื้อก่อนที่สำคัญ ต้องแยกอารมณ์และความรูสีกของตนออกจากตลาดให้ได้ไม่ปล่อยให้ตันหาต่างๆ เข้ามาปน ไม่ปล่อยให้อัตตามาปะปนกับการตัดสินใจทางการลงทุนอย่างเด็ดขาดการที่ปราศจากอารมณ์ความรูสึกในการลงทุนนั้น ต้องอาสัยความมีวินัยอย่างมากต้องอาสัยความมั่นใจในตัวเองอย่างมากด้วยครับอีกทั้งต้องเข้าใจว่าตลาดมีทั้งด้านที่มีเหตุผล และไม่มีเหตุผลและยังต้องยอมรับด้วยว่า เราไม่สามารถตัดสินใจได้ถุกต้องตลอดเวลาหากมีโอกาส ต้องฉกฉวยให้เต็มที่หากผิดพลาด ก็ยอมรับผิด สำคัญที่ต้องรูว่าเมื่อผิดแล้ว ต้องทำอย่างไรให้อยู่รอด แล้วนี่ละครับ ….. กฎขอที่ 1 อย่าขาดทุนกฎข้อที่ 2 อย่าลืมกฎข้อที่ 1 คำอธิบายที่อยู๋หลังกฎเหล่านี้เปนอย่างไร มันมีอะไรมากกว่านี้เยอะนี่ต้องคิดถึง วอเรน บัฟเฟตเขาอธิบายว่าทำอย่างไร เอ้ยยยย ตัวเขาเองปีนี้ยังขาดทุนเลยนี่มีใครช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยนะครับ ว่าสิ่งที่พูดข้างบนนี้ ทำอย่างไรสำหรับผม ถ้าไม่อยากขาดทุน ก็ไม่ต้องลงทุน…จบข่าวเลย 555555 ออ…..ช่วงเข้าป่า พรานสอนผม มีเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟังครับ พรานเดินไป คุยกันเพลินๆ ทำท่าโยนมีดใส่ผม เราก็ทำท่าหลบ ไม่รับ มีดสปาตามันยาวขนาดไหน ท่านพอนึกออก [...]

มาเรียนรู้ mindset นิดนึงก่อนรู้เทคนิค

พอดี ได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนซึ่งสัมพันธ์กับการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างไร ที่คุณ mod ได้ตอบไว้ให้เกี่ยวกับ random outcome mindset ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจดี เกี่ยวกับความเข้าใจก่อนการเชื่อ technique กราฟ indicator ต่างๆ ท้ายที่สุดมันก็แค่สถิติที่จะทำให้เรามีความเป็นไปได้ที่จะกำไรมากกว่าขาดทุน และทัศนคตินี้ก็ยังช่วยให้เราสามารถ Trade ได้ตามระบบมากขึ้นด้วย ผมข้อ quote ข้อความมาเลยนะครับ “random outcome mindset คือการที่เราเชื่อ จนถึงในส่วนลึกของจิตใจของเรา ว่าผลของการซื้อ-ขายในตลาดหุ้น นั้นเเหมือนการโยนเหรียญ ไม่มีครั้งใหนที่สามารถการันตีได้ Technical analysis ถูกออกแบบมาให้หาความน่าจะเป็น หรือค่า Expectancy ภายใต้การเทรดหลายๆครั้ง ผลความน่าจะเป็นของมัน คือผลทางสถิติในหลายๆครั้ง และเราไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่นอนว่า Sequence หรือลำดับการเกิดกำไร หรือขาดทุน ในแต่ละครั้งจะเป็นอย่างไร แต่เราพอคา่ดเดาได้ว่าเมื่อถึงจำนวน หรือ Series หนึ่งแล้ว เราจะมี% ถูก-ผิด อยู่เท่านี้ๆหรือแม้กระทั่งกฏที่บอกว่ากราฟทางเทคนิคได้สรุปทุกอย่างไว้แล้ว อาจทำให้คนฟังเข้าใจผิดได้ว่ามันคือการสรุปให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นไว้แล้ว เพราะ จริงๆลองคิดดีๆแล้ว เราจะเห็นว่ากราฟ คือข้อมูลที่ถูก Distort ออกไป เราตัดเอาข้อมูลที่มีค่าหลายๆอย่างออกไปมากมาย อย่าลืมว่า เราเหลืออยู่แค่ OHLC กับ Volume นะครับ อย่าลืมว่าอินดิเคเตอร์ทั้งหลายก็คือการ Distort ข้อมูลต่างๆอีกรอบ การที่เราพยายาม optimize มัน จึงยิ่งทำให้มันใช้ได้จริงยากกว่าเดิม แต่คนเราเชื่อว่ามันคือสิ่งที่จะบอกให้รุ้ล่วงหน้าได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นซึ่งไอ้ความที่ว่าคนเราชื่อว่านี่แหละ จริงๆแล้วเราแต่ละคนจึงไม่ได้เล่นตามกราฟ ตลาดมันก็วิ่งของมันไปอยู่อย่างนั้น -แต่เราเล่นจากมุมมองของเราที่เราเชื่อว่าตลาดจะงั้นงี้ๆ- เรากำลังเล่นจากความเชื่อของเรา เขาถึงบอกว่า We trade our believe [...]

Point and Figure Chart ตอนที่ 2 ตัวอย่างกราฟ

ตัวอย่างที่ 1 1. การเข้าออก จะเข้าออกด้วย 3 point reverse และทุกการเข้าซื้อจะต้องกำหนดจุด Stoploss ที่ 3 point reverse เช่นกัน 2. ลองดู ผลลัพธ์ที่ได้ในช่วงกลางๆ ปีจนถึงปลายปี 2009 กับ PTTAR แนวลูกศรสีขาวเป็นผลลัพธ์ของกำไรที่ได้ จะสังเกตเห็นว่าช่วงลูกศรสีขาวๆสั้น จะเป็นช่วง Sideway เราจะได้น้อย หรือขาดทุนเล็กน้อยเท่านั้น แต่ผลลัพธ์โดยรวมเป็นที่น่าพอใจ 3. กำหนด box size และ reversal amount ให้เข้ากับสไตล์การ Trade ของตัวเอง อันนี้ ต้องลองกันเองนะครับ ตัวอย่างที่ 2 1. การเข้าทุกครั้ง ตั้ง Stoploss เข้าเมื่อเกิด 3 point reverse 2. เมื่อเกิดสัญญาณ O เกิดขึ้น รอจนกระทั่ง กราฟ Reverse เป็น X อีกรอบแล้ว กำหนดจุด Stop profit ไว้ตรงนั้น ในตัวอย่างจะเรียกว่า exit point เราจะขายก็ต่อเมื่อ O ครั้งใหม่ต่ำกว่าครั้งก่อนหน้า ในตัวอย่างเราจะ let profit run จนกระทั่ง ขายที่ประมาณ 19.8 เราจะได้กำไร จากการเข้าครั้งประมาณ 102% [...]

หลักข้อแรกในการเก็งกำไร Protect Your Money First

ในช่วงที่ผมพักไปหาตัวอย่างเกี่ยวกับ Point and Figure Chart มาให้ดู ก็ไปเจอบทความดีๆ ที่แมงเม่าคลับเกี่ยวกับทัศนคติเรื่องการเก็งกำไร เรื่องนี้สำคัญมาก นักเก็งกำไรยิ่งใหญ่หลายๆคนมีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้่อย่างไร และการ Stoploss ให้ถูกที่ถูกเวลาสำคัญขนาดไหน หลังจากเขียน Point and Figure เสร็จผมจะพยายามรวบรวมบทความเกี่ยวกับเรื่องการ Stoploss ว่ามันสำคัญอย่างไรในการเริ่มเล่นหุ้น และเราจะเผชิญหน้ากับความกลัวกับเรื่องนี้อย่างไร “Survive first, Profit later” “อยู่ให้รอดก่อน แล้วค่อยทำกำไร” จอร์จ โซรอส “Don’t Focus on making money, Focus on protecting what you have” “อย่ามุ่งมั่นกับการทำกำไรเกินไป จงให้ความสำคัญที่จะรักษาเงินต้นคุณมากกว่า” Paul Tudor Jones การทำกำไรนั้นไม่ใช่เป้าหมายที่สำคัญที่สุด ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น และสิ่งที่สำคัญกว่าการทำกำไรก็คือ การรักษาเงินทุนของคุณเอาไว้ การรักษาเงินทุนของคุณเอาไว้คือสิ่งที่สำคัญกว่า ! ผมจะยกตัวอย่างจากคำพูดของเซียนหุ้นบางคนให้คุณฟัง และคนที่พูดไว้ได้ดีคนหนึ่งก็คือ Paul Tudor Jones… Paul Tudor Jones คือเซียนหุ้นคนหนึ่งซึ่งเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหนังสือ The Market Wizards ซึ่งเขียนโดย Jack Schwager เมื่อปี 1989 ตัวของ Paul Tudor Jones นั้น โด่งดังขึ้นมาจากการที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุน เพียงไม่กี่คนที่สามารถทำกำไรได้มากกว่า 100% ติดต่อกันถึง 5 ปี มากกว่า 100% ติดต่อกันในเวลา 5 ปีเชียวนะครับ ซึ่งในช่วงกลางปี 80 นั้น [...]

Point and Figure Chart มาเรียนรู้กัน ตอน 1

ตอนนี้ ผมก็กำลังเรียนรู้เรื่อง point and figure chart อยู่ เขาว่าเป็นอีกวิธีนึงที่จะทำให้เล่นหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าใจไม่ยาก ผมจะพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายที่สุด แต่ถ้าผิดยังไงก็บอกได้นะครับ ประวัติของ Point and Figure chart ผมขอข้ามไปเลยล่ะกัน Point and Figure เป็น Chart ที่แสดง Demand and Supply ในรูปของ X (demand ของต้องการซื้อ) และ O (Supply ความต้องการขาย) โดยไม่เอาเวลามาเกี่ยวข้อง นั่นคือเมื่อกราฟเป็น Sideway สมมุติว่า 3 เดือน กราฟ point & Figure อาจไม่ plot เลยก็ได้ เมื่อความต้องการซื้อมากกว่าขาย X จะถูก plot ขึ้นไปเรื่อยๆ จนความต้องการขายมากขึ้นจน Reverse กราฟจะถูก plot ในรูปของ O แทน ค่าของ point and figure ที่จะต้องรู้ Box size = ขนาดของกล่องที่กำหนดว่าเราจะแทน X, O ด้วยค่าอาไร สมมุติว่า PTT 222 เรากำหนด Box size = 1 ในหมายความว่า PTT [...]

จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investing

ผมไปสัมมนาเรื่องจิตวิทยาการลงทุนมา ก็ขอสรุปเอาไว้เลยล่ะกัน 1. Disposition Effect– ผู้คนจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียใจ และหาการกระทำที่ทำให้เกิดความภูมิใจ (Regret and Pride)เมื่อคุณมีหุ้น 2 ตัว ตัวหนึ่งขาดทุนอยู่ และอีกตัวกำไรอยู่ คุณจะขายตัวไหนและถือตัวไหนต่อไปคำตอบ นักลงทุนส่วนใหญ่จะขายตัวที่ได้กำไรทิ้งเพื่อความภูมิใจ และ ถือตัวขาดทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียใจ note: ความผิดพลาดของผมคือ จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดโดยการไม่ Stop loss เพราะหวังว่าสถานการณ์ในอนาคตจะดีขึ้น แต่มันกลับแย่ลงเกือบทุกครั้ง ดังนั้นเราควรมีแนวคิดและ ฝึกการ stoploss ยังไง ประมาณเราจะเจ็บจิ๊ดๆ ไม่ปล่อยให้เนื้อร้ายมันงอกเงยยังไง แล้วผมจะเอาบทความเกี่ยวกับ stoploss มาลงอีกที 2. Overconfidence– ความมั่นใจเกินไป ทำให้นักลงทุน Trade เกินขนาดของ port และประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป ทำให้มองข้ามว่าเราเองไม่ได้เป็นคนกำหนดทิศทางตลาด note: สิ่งที่ผมเคยเป็นคือเมื่อ Trade ได้ติดต่อกันพักใหญ่ๆแล้ว จะมีความมั่นใจมากและระมัดระวังน้อยลง + กับเงินกำไร(จากเจ้า จิตวิยาในข้อต่อไป)ที่ได้มาทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น 3. House – Money Effect– เงินของเจ้ามือ นักลงทุนจะเล่นหุ้นเสี่ยงมากขึ้นหลังจากได้กำไรมาก่อนหน้านี้ เพราะเหมือนกับเอาเงินของคนอื่นมาเล่น จิตวิทยาข้อนี้ คนเอาเงินเจ้ามือมาต่อยอดเรื่อยๆ และเล่นด้วยความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกได้ในที่สุด 4. Snake – Bite Effect– โดนงูกัด เมื่อนักลงทุนขายขาดทุน ส่วนนึงจะเข็ดขยาดและเลิกเล่น และอีกส่วนนึงจะต้องเอาการเอาคืนจนทำให้เกิดจิตวิทยาข้อต่อไป 5. Trying to break Even Effect– การจะเอาคืน หลังจากนักลงทุนขาดทุนมาก จะต้องการเอาคืนโดยลงหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม 6. endowment effect– การตั้งราคาที่คิดว่าจะขายสูงกว่าราคาตลาด [...]

Richard Donchian บรรพบุรุษของเหล่า Trend follower

Richard D. Donchian คือใคร ? Richard D. Donchian เป็นนักเล่นหุ้นที่ได้รับการยอมรับอย่างมากของ Wall Street เขาเริ่มต้นชีวิตในวงการตลาดหุ้นเมื่อปี 1930 และเริ่มมาประสบความสำเร็จอย่างจริงจังในการเป็นนักเล่นหุ้นเมื่อปี 1974 ครับนั่นหมายถึงความเพียรพยายามศึกษาอย่างยาวนานจริงๆ และสิ่งที่ Donchian ได้ค้นพบนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างต่อวงการ การเก็งกำไร และ วงการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคอย่างมากมาย Donchian คือคนที่ทำให้วงการตลาดหุ้นสั่นสะเทือนเพราะเขาคือ “บิดา” หรือผู้ที่ทำให้ เทคนิคการเล่นหุ้นแบบ Trend Following (การเล่นหุ้นตามแนวโน้ม) ได้ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และสำหรับท่านที่ยังไม่เข้าใจว่า Trend Following คืออะไร อธิบายง่ายๆก็คือ การเล่นหุ้นภายใต้สมมุติฐานที่ว่าราคาของหุ้นจะเคลื่อนที่ไปตามแนวโน้มหลักของมันจนกว่าแนวโน้มหลักของมันได้เปลี่ยนแปลงไป นั่นเองครับ ซึ่งก็เป็นหลักการพื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคที่พวกเราต้องจำให้ขึ้นใจนั่นเองครับ และ Donchian นี่เองแหละครับที่เป็นคนริเริ่มพัฒนาเทคนิคการเล่นหุ้นที่เป็นที่นิยมอย่างมากของพวกเราในปัจจุบัน นั่นก็คือ การเล่นหุ้นด้วยระบบ การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือ Moving Average นั่นเองครับ (หรือใครจะเถียง ? หุหุ) และสุดท้ายนี้เองถ้าใครได้อ่านบทความเกี่ยวกับ กลุ่มเซียนเต่า The Turtle Trader แล้วผมก็จะขอบอกอีกว่านี่ก็คือ หนึ่งในอิทธิพลของ ปรมจารย์การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิครายนี้ครับ…… Richard D. Donchian. และนี่ก็คือเพชรจากกรุสมบัติชิ้นแรกของปรมจารย์คนนี้ซึ่งผมก็ไปขุดกันมาให้ได้อ่านกันครับ ซึ่ง Donchian เขียนขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี 1934 และเมื่อเขาได้กลับมาปรับปรุงใหม่อีกครั้ง เขาได้ให้ข้อสังเกตุว่า หลักการข้อที่ 1,2,3,4 และ 5 นั้นเป็นข้อที่สำคัญที่สุดครับ แนวทางการเล่นหุ้นของ Donchian 1. จงระวังการตัดสินใจของคุณ จากข้อมูลข่าวสารที่เป็นที่กล่าวขานและเข้าถึงกันได้ทั่วไปจากมวลชน เพราะถึงแม้มันจะถูกต้อง มันจะทำให้การเคลื่อนตัวของราคาไปได้ไม่ไกล และช้าลง 2. ในช่วงเวลาที่ตลาดเงียบเหงานั้น [...]